การผลิตวีดิทัศน์และภาพยนตร์

Production เป็นขั้นตอนหลังจากขั้นตอน Pre-Production ซึ่งขั้นตอน Production คือขั้นตอนในการผลิตภาพยนตร์ ตั้งแต่ถ่ายทำภาพยนตร์จากบท หรือจากการวางแผนการเขียนสตอรี่บอร์ดที่ได้ รวมถึงการบันทึกเสียง การจัดแสงในระหว่างถ่ายทำก็ถือว่าอยู่ในขั้นตอน production ทั้งหมด จนสำเร็จการถ่ายทำ

คำศัพท์เกี่ยวภาพยนตร์

  • Location (สถานที่ถ่ายทำ) คือ สถานที่ถ่ายทำจริงๆ ที่กองถ่ายจะไปปักหลักอยู่ คนไทยเรียกกันสั้นๆ ว่าโล ในหนึ่งโลอาจจะมีหลาย เซ็ตอยู่ในนั้น และต้องถ่ายหลายซีนที่ระบุในบท เพราะฉะนั้นน้ำตก ภูเขา ทะเล บ้าน อันนี้ถือเป็นโลเคชั่นทั้งหมด
  • ซีน (Scene) คือ ถ้าแปลเป็นไทยก็คือ “ฉาก” เป็นสถานที่หนึ่งในการถ่ายทำ เช่น ฉากบ้าน ,ฉากร้านอาหาร เป็นต้น โดยหากชื่อซีนซ้ำกัน เราอาจจะใช้ตัวเลขช่วยกำกับ เช่น ฉากบ้าน 1 , ฉากบ้าน 2 เพื่อไม่ให้สับสนก็ได้
  • เซต (Set) อันนี้เราก็เรียกกันว่าฉากอีก แต่อันนี้จะเกี่ยวเนื่องกับการถ่ายทำโดยตรง เซต คือจุดที่เราจะถ่าย หรือฉากที่เราสร้างขึ้นมา
  • คัท (Cut) คือ ถ้าแปลเป็นไทยคือ “มุม” หรือ หน่วยที่ย่อยลงมาฉากนั่นเอง ส่วนมากแล้วจะเรียกคัทเป็นตัวเลข เช่น คัท 1 , คัท 2 ก็คือ มุม 1 , มุม 2 เป็น
  • ช็อต (SHOT) มีความหมายคล้ายๆ กับคัท แต่เราจะพูดถึงตอนถ่ายทำมากกว่า ในการถ่ายทำการเริ่มกดบันทึกภาพไปจนถึงหยุด เราจะเรียกว่า 1 ช็อต
  • เทค (Take) คือ ถ้าแปลเป็นไทย คือ “จำนวนครั้งที่เล่น” ในการถ่ายภาพยนตร์ซักเรื่องหนึ่ง นักแสดงก็มีเล่นได้บ้างไม่ได้บ้าง ผู้กำกับก็ไม่ให้ผ่าน ต้องถ่ายซ้ำอีกรอบ นั่นคือ “เทค”  เช่น เทค 1 , เทค 2 ก็คือ เล่นครั้งที่ 1 , เล่นครั้งที่ 2 จนกว่าจะผ่าน
  • สเลท (Slate) มีหน้าที่ที่สำคัญมากในส่วนของการลำดับภาพและตัดต่อ เพื่อที่จะรู้ว่าฟิลม์นี้ เป็นฟิลม์ที่เราต้องการใช้รึเปล่า

สำหรับภาพยนตร์ สเลทเป็นเหมือนฉลากเพื่อบอกรายละเอียดของภาพที่ถ่ายมา ตัวสเลทมีก้านเล็กๆมีไว้ตีทำให้เกิดเสียง และมีกระดานตีเป็นช่องๆ ให้กรอกรายละเอียด ใช้ถือไว้หน้ากล้องทุกฉาก ทุกช็อต ทุกเทค ที่มีการถ่ายทำ ต้องบอกก่อนว่าหน้าตาของสเลทนั้นมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความชอบ ความถนัดของผู้ใช้ หรือข้อตกลงกันในกองถ่าย บางครั้งสเลทอาจจะเป็นแค่ช่องโล่งๆ ไม่มีตัวหนังสืออะไรเลยก็ได้ ไว้สำหรับให้กองถ่ายกำหนดเอาเองเลยว่าจะใช้ยังไง

6

ความหมายของข้อความบนสเลช

  • PRODUCTION – มักจะอยู่ด้านบนสุดของสเลท ใช้กรอกให้ทราบว่านี่คือฟุตเตจของงานอะไร หนังเรื่องอะไร
  • CO./PRODUCTION COMPANY – เป็นช่องสำหรับเขียนชื่อบริษัทผู้สร้างหนัง หรือบริษัทที่ผลิตงานชิ้นนั้นๆ เหมือนเป็นฉลากยี่ห้อเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของก็ว่าได้ หรือถ้าหากมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นจะได้รู้ว่างานดังกล่าวเป็นของบริษัทอะไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบงาน และควรติดต่อที่ไหน
  • SCENE – เป็นช่องสำหรับเขียนเลขฉากตามสคริปท์
  • CUT/SHOT – เป็นช่องสำหรับเขียนเลขช็อต หรือเลข คัทตามสคริปท์ (ช็อตกับคัทมีความหมายเดียวกัน) ในแต่ละฉากก็จะมีช็อตซอยย่อยอยู่ในนั้น ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของการถ่ายหนังอีกเช่นกันว่าเราไม่สามารถถ่ายเรียงลำดับ ไปทีละช็อตๆ ได้
  • TAKE – เป็นช่องสำหรับเขียนเลขเทค จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนการถ่ายซ้ำการถ่ายทำแต่ละช็อต บางครั้งก็จะมีหลายๆ เทค ในการตัดต่อเราจะต้องใช้ Production Report (เอกสารรายงานการถ่ายทำ) มาประกอบว่าเทคไหนที่เราจะเลือกใช้ การทำงานจะง่ายถ้าเราได้ตัดสินใจตั้งแต่วันออกกองแล้วว่าเราเลือกใช้เทคไหน เมื่อดูตาม Production Report เราก็จะเริ่มตัดต่อเก็บไว้เฉพาะเทคที่เราเลือกใช้ เทคที่เสียก็ตัดทิ้งออกไป คราวนี้หนังก็จะเรียงฉาก เรียงช็อตที่เลือกเทคแล้ว และเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากขึ้นแล้ว และเหมือนเดิม
  • ROLL – เป็นช่องสำหรับเขียนเลขม้วนสมมุติว่าเรานั่งตัดต่อหนังขั้นละเอียดไปซักพักแล้วดันเห็นว่า ช็อตที่เราเลือกดันมีเฟรมดร็อปหรือมีความผิดพลาดของการเทสัญญาณภาพจากเทปลง เครื่องตัดต่อ เราต้องเทภาพฟุตเตจลงไปใหม่ เราก็แค่ไปเช็คดูในไฟล์ฟุตเตจว่าภาพที่เราต้องการนี้มันอยู่ในม้วนเทปที่ เท่าไหร่ แล้วเอามาเทลงใหม่ แค่นี้เอง
  • /EXT. – ย่อมาจาก Interior/Exterior หมายถึง ฉากภายใน/ฉากภายนอกภายในหรือภายนอกนี้ไม่ได้อิงจากสถานที่ถ่ายทำ (Location) แต่อิงจากภายในหรือภายนอกตามบท เพราะบางครั้งเราถ่ายภายในสตูดิโอก็จริง แต่เราเซ็ทฉากเป็นริมถนน เป็นป่า เป็นสุสานก็ได้ วิธีใช้งานก็คือวงให้เห็นชัดเจนว่ามันคือฉากภายในหรือภายนอก ไม่ควรใช้วิธีขีดเส้นใต้หรือขีดฆ่าตัวที่เราไม่ต้องการ เพราะจะทำให้สับสนได้ง่าย แต่ถ้า สเลทบางตัวไม่ได้พิมพ์อักษรไว้ให้เราวง ก็กรอกคำว่า INT. หรือ EXT. ได้เลยครับ
  • /N. – ย่อมาจาก Day/Night หมายถึงกลางวัน/กลางคืน เราไม่ได้อิงจากเวลาถ่ายทำจริง แต่อิงจากเวลาตามบท เพราะบ่อยๆ ครั้งที่เราจัดแสงหลอกเวลาได้ หรือถ่ายกลางวันไปแก้สีเป็นกลางคืน(Day for Night) การระบุเวลาในสเลทจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการทำงานในขั้นตอนPost วิธีใช้งานก็คือวงให้เห็นชัดเจน แต่ถ้าสเลทไม่ได้พิมพ์อักษรไว้ ก็กรอกอักษร D หรือ N ลงไปได้เลย
  • SOUND– เป็นช่องสำหรับเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับเสียง ว่าการถ่ายทำในฉาก ช็อต และเทคนั้นๆ บันทึกเสียงหรือไม่ อย่างไร ถ้ามีการบันทึกเสียงก็นิยมเขียนว่า Sync ถ้าไม่มีการบันทึกเสียงนิยมเขียนว่า MOS แต่ถ้าสเลทบางมีตัวอักษร ก็ใช้วิธีวงล้อมรอบ การเขียนสเลทในช่องนี้สำคัญมากในกรณีที่บันทึกเสียง แยกกับการบันทึกภาพ แต่ถ้าเป็นการบันทึกเสียงลงไปพร้อมกับภาพในม้วนเทปเดียวกันแล้วก็ไม่มีปัญหา
  • DIRECTOR – เป็นช่องสำหรับเขียนชื่อผู้กำกับสำหรับช่องนี้คงไม่ต้องบอกอะไรมาก ใครๆ ก็รีบเขียนช่องนี้กันอยู่แล้ว มันก็เหมือนเป็นการบอกยี่ห้อและเจ้าของหนัง แต่บางครั้งหนังเรื่องหนึ่งก็ถ่ายโดยใช้ผู้กำกับหลายคน เราจะได้รู้ว่าผู้กำกับคนไหนกำกับในฉากอะไร ช้อตอะไร และกรณีที่ผู้กำกับไม่ได้ตัดต่อเอง เมื่อคนตัดต่อมีปัญหาหรือข้อสงสัยเกิดขึ้น จะได้ติดต่อหรือแจ้งกับผู้กำกับคนนั้นๆ ได้ทันที
  • CAMERAMAN / D.P. – เป็นช่องสำหรับเขียนชื่อผู้กำกับภาพหรือตากล้องประโยชน์ของช่องนี้ดูจะสำคัญมากกว่าชื่อผู้กำกับซะอีก เพราะงานของผู้กำกับภาพมักจะซับซ้อนและละเอียดอ่อน เช่น ชดเชยแสงมามากน้อยแค่ไหน, ถ่ายเป็น Day for Night รึเปล่า, แสงที่จัดออกมาต้องการให้แก้สีหรือไม่, อยากให้ดูเป็นภายในหรือภายนอกฯ ซึ่งถ้าหนังเรื่องหนึ่งมีตากล้องหลายคน วิธีการทำงานก็จะหลากหลายออกไป เมื่อคนตัดต่อมีปัญหาหรือข้อสงสัย จะได้ติดต่อกับตากล้องได้ทันทีเหมือนกัน
  • DATE – เป็นช่องสำหรับเขียนวันที่ที่ถ่ายทำ ตัวเลขพวกนี้จะเชื่อมโยงถึงกันหมด ถ่ายวันไหน ถ่ายเรื่องอะไร ฉากอะไร ช็อต อะไร ม้วนเทปที่เท่าไหร่ ซึ่งจะตรงกับใน Production Report และ Sound Report ด้วย ถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้น เราจะสามารถเช็คได้ง่ายๆ ว่าอะไรอยู่ตรงไหน

ไมโครโฟนและการบันทึกเสียงในภาพยนตร์

  1. ไมโครโฟน
  2. ชนิดของไมโครโฟน
  3. วิธีการเลือกไมโครโฟนให้เหมาะกับงาน
  4. เปรียบเทียบไมโครโฟนแบบต่าง ๆ
  5. ไมโครโฟนแบบพิเศษต่าง ๆ
  6. อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับไมโครโฟน
  7. การบันทึกเสียงในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์

ไมโครโฟน

ไมโครโฟนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการบันทึกเสียง  เพราะเป็นตัวที่ทำหน้าที่รับเสียงมาเปลี่ยนสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อให้เข้าสู่ระบบบันทึกเสียงได้ โดยไมโครโฟนจะมีหลายชนิด  เราจึงควรที่จะเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับงาน  หรือ งบประมาณของเรา

 ชนิดของไมโครโฟน

  1. คาร์บอนไมโครโฟน (Carbon Microphone)คาร์บอน ไมโครโฟนเป็นไมโครโฟนแบบแรกที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้งาน หลักการทำงานของคาร์บอนไมโครโฟน คือ เมื่อมีเสียงมากระทบที่ไดอะแฟรม (Diaphragm) จะทำให้เกิดการสั่นของเม็ดคาร์บอน การสั่นมากหรือน้อยของเม็ดคาร์บอนนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของไดอะแฟรม การสั่นนี้เองทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าความต้านทานทางไฟฟ้าสูงและต่ำ ตามการเคลื่อนไหวของไดอะแฟรม และแปลงค่าความต่างศักดิ์ของแบตเตอรรี่เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีค่าสูงต่ำตาม สัญญาณเสียง คาร์บอน ไมโครโฟนมีราคาถูก ทนทาน แต่คุณภาพของเสียงไม่ดี ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้กันแล้ว เพราะมีสัญญาณรบกวนสูง มีความเพี้ยนสูง
  2. ไดนามิคไมโครโฟน (Dynamic microphone)เป็นไมโครโฟนที่ออกแบบให้สามารถใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ทำงานโดยอาศัยหลักการเหนี่ยวนำของขดลวดในสนามแม่เหล็ก ไดอะแฟรม ของไมโครโฟนชนิดนี้จะติดอยู่กับขดลวดซึ่งอยู่ระหว่างสนามแม่เหล็ก เมื่อมีเสียงมาตกกระทบกับแผ่นไดอะเฟรม จะทำให้แผ่นไดอะแฟรมสั่น ขดลวดก็จะสั่นตามไปด้วย คนนิยมใช้กันมาก เนื่องจากคุณภาพดีพอสมควร และราคาไม่แพงนัก
  3. ริบบอนไมโครโฟน (Ribbon microphone) เป็นไมโครโฟนที่มีแผ่นสั่นสะเทือนแขวนไว้ระหว่างสนามแม่เหล็กเมื่อมีคลื่น เสียงผ่านมากระทบ ก็จะเกิดคลื่นกระแสไฟฟ้าความถี่เสียงจากการสั่นสะเทือนของแผ่นริบบอนในสาม แม่เหล็ก ไมโครโฟนชนิดนี้มีความไวต่อการรับเสียงมากและบอบบาง อาจจะเกิดความเสียหายได้ง่าย ดังนั้น ไมโครโฟนชนิดนี้มักจะพบในสถานีส่งโทรทัศน์ วิทยุ หรือห้องบันทึกเสียงเท่านั้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับวงดนตรี มีราคาสูงมากไม่ควรใช้นอกสถานที่เพราะเสียหายได้ง่าย เพียงลมพัดแรง ๆ เข้าไปในไมโครโฟนก็อาจทำให้มันเสียหายได้
  4. คอนเดนเซอร์ไมโครโฟน (Condenser microphone) ไมโครโฟนชนิดนี้มีแผ่นเสียงสั่น ทำหน้าที่เป็น plate เมื่อมีคลื่นเสียงากระทบ plate ก็จะยืดตัวทำให้เกิดความจุ (capacity) เพื่อเปลี่ยนแปลงการไหลของกระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าผ่านวงจรตามจังหวะการอัดตัวของคาร์บอน ถ้าคาร์บอนอัดตัวแน่นเนื่องจากแรงกดของแผนสั่นที่สั่นอันเกิดจากคลื่นเสียง กระแสผ่านน้อย เนื่องจากความต้านทานสูง ถ้าคาร์บอนอัดตัวกันน้อยกระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้มาก เนื่องจากความดันต่ำ
  5. เซรามิกไมโครโฟน (Ceramics microphone) คล้ายคลึงกับไมโครโฟนชนิดคริสตัล (crystal microphone) ในการออกแบบ แต่ใช้เซรามิกคุณภาพเหนือกว่าคริสตัล สำหรับใช้นอกสถานที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมากของอุณหภูมิและความชื้น

วิธีการเลือกไมโครโฟนให้เหมาะกับงาน

  1. ผลตอบสนองทางความถี่ไมโครโฟนที่ดีนั้นจะต้องมีผลตอบสนองความถี่ที่กว้างและราบเรียบ ตลอดย่านความถี่ ซึ่งไมโครโฟนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้จะมีราคาสูง เราจึงควรจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานหรือสถานที่

 ตารางเปรียบเทียบความต้องการด้านความถี่

ประเภทของสถานที่ ผลตอบสนองความถี่
ห้องบันทึกเสียงที่ต้องการคุณภาพสูงห้องกระจายเสียงวิทยุ  และโทรทัศน์ 30-20,000  Hz
การแสดงดนตรี (ConCert) การแสดงบนเวทีการกระจายเสียงสาธารณะที่ต้องการคุณภาพ 50 – 15,000 Hz
ห้องประชุมการบันทึกเสียงแบบทั่วไป(ไม่ต้องการคุณภาพมาก)ห้องเรียนภาษา 70-10,000 Hz
วิทยุตำรวจ 90-9,000 Hz
การกระจายเสียงสาธารณะแบบธรรมดาโรงเรียนโรงงาน 100- 8,000 Hz
  1. ความไว (sensitivity) ไมโครโฟนที่ดีนั้นต้องมีความไวในการรับเสียง เพื่อให้มีกำลังมากพอที่จะขับเครื่องขยายตามปกติความไวของไมโครโฟนมีหน่วยเป็น dB (decibel)
  2. อิมพีแดนซ์ (impedance)ค่าอิมพีแดนซ์ของไมโครโฟนควรจะมีค่าเท่ากับอินพุท อิมพิแดนซ์ของเครื่องขยาย ทั้งนี้เพื่อให้การถ่ายทอดสัญญาณจากไมโครโฟนไปยังเครื่องขยายเสียงนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่การใช้งานจริงควรจะเลือกใช้ไมโครโฟนที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำ เพราะว่าสายสัญญาณที่ต่อออกจากไมโครโฟนที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำนั้น สามารถต่อได้ยาวโดยมีสัญญาณรบกวนต่ำ และยังไม่เกิดการสูญเสียทางความถี่สูงอีกด้วย
  3. ทิศทางในการรับเสียง (directional characteristic or polar response pattern)โดยไมโครโฟนแต่ละแบบจะมีทิศทางในการรับเสียงไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับการออกแบบเพื่อการใช้งานที่ต่างกัน  เราจึงควรจะทราบว่างานของเราต้องการรับเสียงจากทิศทางใด โดยมีทิศทางดังนี้

4.1  รอบทิศ (omnidirectional response) เป็นทิศทางในการรับเสียงของไมโครโฟนที่มีความไวต่อเสียงในทุกทิศทาง

4.2  สองทิศทาง (bidirectional response) เป็นทิศทางในการรับเสียงของไมโครโฟนที่มีความไวต่อเสียงในทิศทาง  2  ด้านที่ตรงข้ามกัน

4.3  ทิศทางเดียว (unidirectional or directional)  มีทิศทางในการรับเสียงของไมโครโฟนที่ไวต่อเสียงจากด้านหน้าของไมโครโฟนเพียงด้านเดียว

4.4  ทิศทางเดียวมุมแคบ (typical cottage loaf) มีทิศทางการรับเสียงจากด้านหน้าของไมโครโฟนเพียงด้านเดียวแต่มีมุมแคบกว่าแบบทิศทางเดียว

เปรียบเทียบไมโครโฟนแบบต่าง ๆ

ชนิด ทิศทางการรับเสียง งานที่เหมาะสม คุณภาพ คุณสมบัติ
ริบบอน สองทิศทาง เสียงพูดเสียงดนตรีใช้ได้ดีกับเครื่องเป่าและเครื่องสาย ดีมาก(ราคาบอกคุณภาพได้) มีค่าอิมพีแดนซ์ต่ำมีความบอบบางมากไม่ควรใช้ภายนอก
ไดนามิค มีทั้งแบบรอบทิศทางและทิศทางเดียว เสียงพูดเสียงดนตรีเหมาะสำหรับเครื่องทองเหลือง  เบส  และเครื่องตีต่าง ๆ ดี – ดีมาก แข็งแรงมีค่าอิมพีแดนซ์ตั้งแต่ต่ำ กลาง  จนถึงสูง
คอนเดนเซอร์ ปรับเลือกได้ว่าจะเป็นรอบทิศ สองทิศทางหรือทิศทางเดียว เสียงพูดเสียงดนตรีจำพวกเครื่องทองเหลืองและเครื่องตี ดีมาก ๆ ค่อนข้างแข็งแรงแบบมาตรฐานจะมีค่าอิมพีแดนซ์ต่ำมีราคาสูงมาก
คริสตัล รอบทิศทาง ทั่วไปไม่เน้นคุณภาพ ไม่ดี ต่ำ แข็งแรงมีค่าอิมพีแดนซ์สูงราคาถูก

ไมโครโฟนแบบพิเศษต่าง ๆ

  1. ไมโครโฟนสะท้อนเสียงแบบติดแผ่นโค้ง ใช้รับเสียงมุมแคบในระยะไกลโดยแผ่นสะท้อนจะสะท้อนเสียงที่มีความถี่สูงเข้าสู่ไมโครโฟนส่วนความถี่ต่ำจะถูกตัดออกไป เหมาะสำหรับบันทึกเสียงสัตว์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ
  2. กันไมโครโฟน เป็นไมโครโฟนที่รับเสียงมุมแคบระยะไกล มีทิศทางรับเสียงประมาณ 50-60 องศาในย่านความถี่ตั้งแต่ 250 Hz ถึงมากกว่า 1,500 Hz เหมาะสำหรับบันทึกเสียงระยะไกลเฉพาะแห่ง
  3. ไมโครโฟนแบบไร้สาย

อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับไมโครโฟน

  1. กำบังลม ใช้เพื่อหุ้มไมโครโฟนเพื่อป้องกันเสียงรบกวนจากเสียงลมที่อยู่รอบด้านหรือเสียงลมจากปากของนักแสดงได้ ทำโดยวัสดุที่ป้องกันเสียงสะท้อน ยิ่งโค้งมนเท่าไรยิ่งกระจายเสียงลมที่มาปะทะได้ดี
  2. กำบังน้ำ(กำบังฝน) ใช้เพื่อป้องกันน้ำฝน เสียงฝน
  3. ที่ยึดไมโครโฟน มีหลายชนิดเช่น ตั้งโต๊ะ แบบห้อย บูม และคันเบ็ด เป็นต้น ใช้เพื่อยึดให้ไมโครโฟนหันไปในทิศทางที่ต้องการ และอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการได้โดยไม่หล่นหรือส่าย

การบันทึกเสียงในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์

เมื่อเริ่มถ่ายทำ กล้องถ่ายภาพ และเครื่องบันทึกเสียงจะตั้งต้นบันทึกภาพและเสียง ตั้งแต่คนถือแผ่น สเลทซึ่งเขียนหมายเลขซีน ช็อต และเทคไว้แล้วง้างขาสเลทขึ้น พร้อมกันอ่านหมายเลขซีน  ช็อต และเทค และทำการปล่อยขาสเลทให้ตีกับตัวกระดัน เพื่อให้มีเสียง ปัง ภาพของขาและกระดานสเลทที่กระดับกัน กับเสียง ปัง จะเป็นจุดเริ่มต้นของการซิงค์ภาพระหว่างภาพและเสียง เพื่อให้ได้ภาพและเสียงที่ตรงกัน

การถ่ายภาพและวีดีโอ

เทคนิคการถ่ายวีดีโอ

ปัจจุบันกล้องวีดีโอมีอยู่หลายประเภท เช่น แบบ Handycam (กล้องขนาดเล็ก)  กล้องแบบมืออาชีพ(ขนาดใหญ่) แต่หลักการและเทคนิคการถ่ายจะเหมือนๆ กัน

ประเภทของสื่อที่ใช้บันทึกภาพของกล้องวีดีโอก่อนว่าปัจจุบัน

  1. แบบใช้ม้วนเทปปัจจุบันเหลือเพียงminiDV   เป็นส่วนใหญ่
  2. แบบใช้แผ่นซึ่งจะใช้แผ่น mini DVD เป็นตัวเก็บข้อมูล
  3. แบบใช้ Hard Disk ปัจจุบันมีให้เลือกหลายขนาดของความจุ เช่น 30 GB, 60 GB ต้น
  4. แบบใช้ Memory card  เช่น SD, Memory Stick, XDcard  เป็นต้น

เทคนิคการถ่าย

  1. อย่าถ่ายแช่นานเกินไป
  2. อย่ายกกล้องไปมาแทนสายตา
  3. ถ้าเหตุการณ์นั้นยังไม่สิ้นสุด อย่าหยุดถ่ายกลางคัน
  4. อย่าZoom หรือ Pan ขณะถ่าย บ่อยเกินไป
  5. หาจุดจบที่ทำให้สนใจ
  6. พยายามมองหาจุดที่น่าสนใจรอบๆ ตัวเพื่อจะได้ไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ
  7. ถือกล้องให้นิ่ง อย่าสั่น เทคนิคง่ายๆ คือกลั้นหายใจ หรือหายใจเบาๆ ขณะที่กด record

 เทคนิคการถ่ายวีดีโอให้นิ่งที่สุด โดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง

ส่วนใหญ่แล้วช่างภาพวีดีโอมือสมัครเล่นทั่วไป จะชอบถือกล้องในแบบที่ถนัดที่สุด แบบที่สบายที่สุด และแบบที่ถือแล้วไม่เมื่อย แต่มุมมองที่ออกมา ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แถมภาพสั่นยังกะอยู่ในคลื่นกลางทะเล วิธีที่จะทำให้วีดีโอนั้นไม่สั่นก็ต้องใช้ขาตั้งกล้องนะครับ ขาตั้งกล้องช่วยได้มากทีเดียว และต้องเป็นหัวแพนด้วย ถ้าเป็นหัวบอล ใช้สำหรับกล้องถ่ายภาพนิ่งนะครับ แต่ถ้าเกิดว่าเราไปเที่ยว ถือแค่กล้องถ่ายวีดีโอไปตัวเดียว ไม่อยากเอาขาตั้งกล้องไปด้วย มันใหญ่และเกะกะมาก ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ ครับ ที่จะทำให้ได้มุมมองที่สวย และจับถือได้นิ่งมากๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องเลย ขั้นตอนแรกนะครับ ให้ท่านจับกล้องด้วย 2 มือ กุมกล้องไว้ในมือทั้ง 2 จากนั้นยืดแขนออกไปให้สุด เพื่อฟิตกล้ามเนื้อก่อน ซัก 3-5 รอบ แล้วก็เอากล้องมาชิดที่หน้าท้อง ติดหน้าท้องเลยนะครับ ดันให้แน่นๆ เสยมุมกล้องขึ้นบนนิดหน่อยพอสวยงาม จากนั้นก็บิดจอ LCD ขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อให้มองเห็นจอภาพถนัดๆ จากนั้นก็กด Record ได้เลย ในระหว่างที่ถ่ายอยู่ ต้องใช้มือทั้ง 2 ที่กุมกล้องอยู่ ดันกล้องให้ติดหน้าท้องนะครับ รับรองได้ว่า วีดีโอที่ออกมา สวยและนิ่งใช้ได้เลยครับ แต่ถ่ายไปนานๆ จะรู้สึกเมื่อยนะครับ เพราะต้องกดกล้องเข้าหาหน้าท้องตัวเองอยู่ตลอดเวลา หากถ่ายนานๆ ใช้ขาตั้งหรือโต๊ะ หรือหาอะไรที่มันพอจะวางกล้องได้มันจะดีกว่านะครับ ลองเอาเทคนิคนี้ไปประยุกต์ใช้กันดู หวังว่าคงจะมีประโยชน์สำหรับสมาชิกทุกท่านครับ

การดีไซน์ Scene ในภาพยนตร์

  1. ในหนึ่ง Scene ควรมีต้นกลางและจบ ในตัว Scene
  2. ตอนเขียน Scene (หรือถ่ายก็แล้วแต่) สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ Scene นี้จะบอกอะไร และ Scene นี้เราต้องการให้คนดูรู้สึกอย่างไร เพราะมันจะเป็นแกนในการกำหนดว่าเราจะถ่ายอย่างไร ควรใช้กี่คัท
    3. ความต่อเนื่องภายใน Scene คือ ถ้าต้องการให้หนังดูลื่นไหล การเปลี่ยนภาพควรเปลี่ยนไปตามจังหวะ กว้าง ปานกลาง แคบ หรือ แคบ ปานกลาง กว้าง (นั่นหมายความว่าการถ่ายทำควรจะถ่ายทำมาครอบคลุมพอ)
  3. ความต่อเนื่องระหว่าง Scene คือ เราจะไม่ใช้ขนาดภาพแบบเดียวกันในการเปลี่ยน Scene เพราะว่าจะทำให้รู้สึกกระโดด ไม่ต่อเนื่อง ควรจะเป็นถ้าฉากก่อนหน้าจบที่ภาพกว้าง ฉากถัดไปควรต้องขึ้นที่ภาพแคบ ยกเว้นว่าจะทำให้ทั้งสองฉากล้อเลียนกันในด้าน องค์ประกอบภาพ
  4. คำนึงถึงทิศทางตลอดเวลา เช่น ฉากคนคุยกัน เป็นคนหนึ่งมองไปทางซ้ายเฟรม อีกคนต้องมองขวา (เพื่อความต่อเนื่องระหว่างคัท หรือมีคนเดินออกจากเฟรม ถ้าออกด้านซ้ายเฟรม คัทถัดไปต้องเข้าทางด้านขวาเฟรมเสมอ

ทั้งหมดที่กล่าวมาขั้นต้นเป็นเพียงหลักการ ดังนั้นมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามวัตถุประสงค์ของผู้กำกับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: