Category Archives: สาระน่ารู้

9 สิ่งก่อสร้างที่ไม่รู้ว่า ออกแบบมาเพื่ออะไร ?

มาดูสิ่งก่อสร้าง 9 อย่างที่ไม่รู้ทำมาเพื่ออะไร ใช้ประโยชน์ก็ไม่ได้ ขนาดสถาปนิกยังตอบไม่ได้ เห็นแล้วได้แต่บอกตัวเองว่า…เอิ่ม เพื่อ !!!

1. บันไดเลื่อน ที่คุณจะต้องงงว่า ทำมาเพื่ออะไร ในเมื่อขึ้นมาแล้วเจอฝาผนัง

2. ระเบียงที่ปิดทึบ เอิ่ม..แล้วใครจะออกมาใช้งาน หรือว่าไม่ได้จ่ายเงินค่าระเบียงโครงการเลยโบกปูนปิดทับซะเลย

3. ห้องน้ำคนพิการ แต่ๆๆๆๆ…..คุณทำทางขึ้นเป็นขึ้นแบบนั้นวีลแชร์สำหรับคนพิการจะขึ้นไปได้อย่างไร ?

4. ตู้ ATM สงสัยตอนที่ออกแบบน้ำจะท่วมแถวนี้ เลยยกมาไว้ซะสูงเชียว

5.พัดลมเพดาน ที่ดันมีเสามาบังไว้ แล้วจะเปิดยังไงหล่ะ แต่เคสนี้น่าจะโทษคนติดจอโปรเจคเตอร์นะ

6. ชักโครกอันนี้ คงไม่ต้องเปิดมาซ่อมกันเลยหละซิ เพราะทำชั้นมาปิดไว้ขนาดนี้

7. เก้าอี้ชมวิวทะเลอันแสนโรแมนติก แค่คนสร้างรั่วนี้สงสัยเพิ่งจะอกหัก เลยไม่อยากให้ใครมานั่งสวีทหวานกัน

8. บันไดทางขึ้นนี้ ดูแล้วจะทำให้คนขึ้นได้เยอะ เพราะทางเข้ากว้างมา แต่เดินขึ้นไปแล้วกั้นไว้ทำไม ?

9. อันนี้ใกล้ตัวเราที่สุด ถ้าคุณขึ้นไปเจอรถเมล์แล้วมีเก้าอี้แบบนี้ เอาของมาวางเถอะมันน่าจะเหมาะกว่า แหม่..ใครจะนั่งได้หละถ้าจะชิดขนาดนี้

ภาพจาก distractify

ข้อมูลดีดีจาก http://www.share-si.com/2015/02/9.html
Advertisements

10 สิ่งที่คนในปัจจุบันขาดไม่ได้

10 สิ่งที่คนในปัจจุบันขาดไม่ได้
การใช้ชีวิตของคนเราในปัจจุบัน ล้วนจะต้องมีปัจจัยสำคัญหรือสิ่งที่จำเป็นต่อคนเราในชีวิตประจำวันที่จะเป็น นอกจากปัจจัย 4 ประการที่คนเราต้องมีในการดำรงชีวิต
แต่คุณจะรู้ไหมคะว่า ยังมีอีกหลายสิ่งที่สำคัญกับเราในการดำรงชีวิต ดังนั้น ทีมงาน toptenthailand ขอนำเสนอ 10 สิ่งที่คนในปัจจุบันขาดไม่ได้
10.อาหาร
ภาพประกอบ: trendzap.com

อาหารถือว่าเป็นปัจจัย 4 อย่างที่สำคัญต่อชีวิตคนเรามากนะคะ เพราะการเจริญเติบโตของร่างกายคนเราจำเป็นจะต้องมีส่วนของอาหารเข้ามาเกี่ยว ข้อง ดังนั้น อาหารจึงถือว่าเป็นสิ่งที่คนเราขาดไม่ได้อย่างแน่นอนค่ะ แต่ทางทีมงาน toptenthailand ขอแนะนำว่า ควรรับประทานอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าให้โทษต่อร่างกายนะคะ

9.ยารักษาโรค

ลองคิดดูนะคะว่าถ้าโลกนี้คนเราเป็นโรคหรือ ป่วยกันมากขึ้น แล้วไม่มียามารักษาโรคที่เราเป็นกัน ไม่ว่าจะป่วยเล็กๆ น้อยๆ หรือป่วยหนัก ประเทศไทยคงมีคนล้มตายมากกว่านี้เป็น 2 เท่า ดังนั้นยาจึงสำคัญกับชีวิตของคนเรามากนะคะ

ยกให้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่ไม่ว่า อายุรุ่นไหนก็เล่นกัน ที่เรียกกันว่า Social Network ที่ใครๆ หลายคนเกิดอาการติดอย่างรุนแรง ซึ่งทีมงาน toptenthailand ก็ขอยอมรับค่ะว่า เป็นหนึ่งคนที่กำลังติด facebook แต่ขอเตือนว่า facebook มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะคะ

7.ข่าวสาร

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันเพราะ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของบ้านเมือง หรือสิ่งที่เราอยากรู้ เพราะเราจะได้รับรู้ข่าวสารมากมายไม่เว้นแต่แต่ละวัน บางทีทางทีมงาน toptenthailand ก็อยากจะให้คนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองควรพิจารณาว่าข่าวไหนเป็นเรื่องจริง หรือว่าเป็นเรื่องเท็จ

6.จิตใจอันเข้มแข็ง

เราล้วนจะต้องมีเรื่องที่เข้ามารบกวนจิตใจ หรือมีเรื่องมาทำให้เราไม่สบายใจ หรือบางครั้งเรื่องที่เข้ามาทำให้เราถึงกับท้อแท้หมดกำลังใจกันเลยในทีเดียว แต่เชื่อเถอะค่ะว่า ถ้าเรามีจิตใจที่เข้มแข็งเราก็จะสามารถเรื่องราวหรืออุปสรรคที่ทำให้เราผิด หวังหรือเสียใจไปได้ด้วยดีค่ะ ขอแค่เรามีจิตใจที่เข้มแข็งนะคะ

5.การศึกษา

หลายๆ คนเคยอาจจะได้ยินในตอนสมัยเด็กๆนะคะ กับคำที่พ่อแม่พูดเสมอว่า ต้องเรียนให้จบหรือเรียนให้สูง โตขึ้นมาจะได้มีงานทำดีๆ เป็นเจ้านายคนได้ และหลายคนก็จบได้อย่างที่พ่อแม่สั่งสอนมา ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถขาดมันได้นะคะ

4.เสื้อผ้า

เสื้อผ้าถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเพราะ ว่า ในการใช้ชีวิตของคนเรา จำเป็นต้องมีเสื้อผ้าเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะทำอะไรยังต้องมีเสื้อผ้าเข้ามาเกี่ยวข้องนะคะ

3.อินเทอร์เน็ต

อย่างที่เคยบอกไปว่าตอนนี้คุณทุกคนก็ได้รู้ แล้วว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวกระโดดไปไกลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของอินเทอร์เน็ต ที่ไม่ว่าบ้านไหนหรือใครหลายๆ คนก็ต้องใช้กัน บ้างด้วยการใช้ติดต่อสื่อสาร หาความรู้ หรือหาความเพลิดเพลินให้กับตัวเอง ดังนั้นเทคโนโลยีทางด้านอินเทอร์เน็ตจึงสำคัญต่อชีวิตของคนเรามากค่ะ

2.เงิน

เงินถือว่าอยู่ในปัจจัย 4 ประการ ซึ่งเงินก็สำคัญกับคนเราเป็นอย่างมากนะคะ เพราะว่า ส่วนใหญ่การที่จะหาความสุขหรือหาสิ่งที่เราต้องการมักจะต้องใช้เงินเป็นสื่อ กลางในการซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนระหว่างกันนะคะ

1.โทรศัพท์

โทรศัพท์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา เลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะโทรศัพท์เป็นสื่อกลางตัวสำคัญที่จะใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน และอีกอย่างคุณจะเห็นได้ว่า ในโลกสังคมออนไลน์ตอนนี้ เทคโนโลยีทางด้านโทรศัพท์ได้พัฒนาไปไกล จึงทำให้ทุกคนนั้นขาดไม่ได้ ในการดำรงชีวิตในประจำวัน

 

ที่มา

http://hitech.sanook.com/1388122/10-สิ่งที่คนในปัจจุบันขาดไม่ได้/

อนาคต 10 อย่างที่กำลังจะหายไป

เมื่อมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นก็ต้องมีส่วนที่ล้าสมัยและกำลังจะหายไป บทความชิ้นหนึ่งจากนิตยสาร The Futurist นักอนาคตศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รูปแบบการดำรงชีวิตที่อาจจะเปลี่ยนแปลงหรือหายไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเนื่องจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต นักอนาคตศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้อย่างไรบ้าง

อันดับที่ 1 ความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรม ภาษา และการศึกษา

สมาร์ทโฟนทำให้คนรุ่นใหม่ในปี ค.ศ. 2020 สามารถเข้าถึงข้อ้อมูลข่าวสารได้จากทั่วโลกอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นการศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาครูผู้สอน เยาวชนในยุคนั้นจะใช้ภาษาของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นหลัก เช่น ภาษาอังกฤษและภาษาจีน และจะซึมซับวัตนธรรมที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ความเหลื่อมล้ำต่างๆ หายไป แต่ในข้อดีก็มีข้อเสียปนอยู่ นั่นคือ ในปี 2030 ภาษาจำนวน 3 พัน ภาษาจากที่มีอยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน 6 พันภาษาจะหายสาบสูญไป รวมถึงคนรุ่นต่อๆ ไปอาจจะไม่มีความเข้าใจและความอดในความแตกต่างด้านวัฒนธรรม

อันดับที่ 2 ระบบการศึกษาในปัจจุบัน
เทคโนโลยีจะลบล้างระบบการศึกษาที่แบ่งกลุ่มนักเรียนตามอายุการเลื่อนระดับชั้นเรียนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล นักเรียนจะมีโอกาสในการค้นพบและเลือกสาขาความเชี่ยวชาญได้เร็วขึ้น (เช่นเดียวกับนักกรีฑาในปัจจุบัน ที่นักกรีฑาสามารถเลือกสาขากีฬาที่ตนชอบได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก) แม้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะฟังดูดี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ บริษัทผู้นำด้านโทรคมนาคมบางแห่งอาจจะกลายเป็นผู้ควบคุมการศึกษาของคนในอนาคต เพราะพวกเขามีเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดอยู่ในมือ

อันดับที่ 3 รูปแบบของสหภาพยุโรป
ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าในประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปจะแตกต่างไป โดยข้อจำกัดต่างๆ จะถูกทำลายลงและจะมีการปกครองแบบรัฐบาลเดียว สหภาพยุโรปจะกลายเป็นสหรัฐยุโรป (United Europe)และพูดภาษาเดียวกัน

อันดับที่ 4 งาน
ในปี ค.ศ. 2030 งานกว่า 2 พันล้านตำแหน่งจะหายสาบสูญไป เทคโนโลยีที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เทคโนโลยีหุ่นยนต์ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เทคโนโลยีการจัดแต่งพันธุกรรม และอื่นๆ อย่างไรก็ตามแม้เทคโนโลยีเหล่านี้จะทำลายงานแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็สร้างงานรูปแบบใหม่ๆ ที่เราอาจจะคิดไม่ถึงขึ้นเช่นกัน

อันดับที่ 5 ร้านค้า
ห้างร้านต่างๆ ในปี 2030 จะไม่ใช่ห้างร้านในรูปแบบที่เรารู้จักอีกต่อไป ผู้บริโภคจะใช้อินเตอร์เน็ตในการศึกษาคุณสมบัติ ความสามารถ และราคาของสินค้า จากนั้นก็แวะไปที่ห้างร้านเพื่อทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งจะมีเพียงหุ่นยนต์คอยให้บริการ และตอบคำถามพื้นฐานของผู้ที่สนใจ จากนั้นผู้บริโภคก็จะสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ เมื่อพวกเขากลับถึงบ้าน ก็จะพบกับสินค้าที่เพิ่งสั่งไว้ตั้งรออยู่ที่หน้าประตู

อันดับที่ 6 หมอ
ในปี 2030 เทคโนโลยีจะทำให้การตรวจวินิจฉัยโรคบางอย่างสามารถทำได้เองที่บ้านของคุณ สมาร์ทโฟนและเทคโนโลยี Cloud computing จะสามารถตรวจระดับน้ำตาลระดับออกซิเจน ระดับการเต้นของหัวใจ และอื่นๆ ได้ หุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่แพทย์ผ่าตัด แพทย์จะมีจำนวนน้อยลงและจะต้องเป็นแพทย์ที่มีความสามารถสูงเท่านั้น พวกเขาจะสามารถปฏิบัติงานได้จากทุกแห่งทั่วโลกผ่านระบบควบคุมทางไกล จะมีเพียงบุคคลสำคัญๆ หรือผู้ที่มีความสามารถทางการเงินสูงที่ได้รับสิทธิพิเศษในการรับการรักษาจากแพทย์จริงๆ

อันดับที่ 7 กระดาษ
นอกจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และเอกสารต่างๆ ที่พิมพ์ลงบนกระดาษจะหายไปแล้ว ธนบัตรก็จะหายไปด้วย ทุกอย่างจะอยู่ในรูปแบบดิจิตอล โรงพิมพ์จำนวนมากต้องปิดกิจการหนังสือที่เป็นรูปเล่มพิมพ์บนกระดาษแม้จะไม่หายสาบสูญไปโดยสิ้นเชิง แต่ที่จะพบได้จะเป็นหนังสือที่พิมพ์โดย Self-Publishing หรือการจัดพิมพ์ด้วยตนเอง

อันดับที่ 8 ประสบการณ์แบบดั้งเดิมของมนุษย์
ในอนาคตจะไม่มีคำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” เพราะข้อมูลของเราทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นวันเดือนปีเกิด ประวัติการศึกษาหมายเลขบัตรเครดิต ประวัติการรักษาพยาบาล จะถูกบันทึกและบุคคลอื่นๆ จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ต่อไป เราจะขาด “การไตร่ตรอง” เพราะสมาร์ทโฟนและเทคโนโลยีการสื่อสารอื่นๆ ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนั้น เทคโนโลยีในอนาคตจะสามารถตรวจรับการรับรู้ต่างๆ ของร่างกายเราได้ เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจระหว่างการออกกำลังกาย และคอยให้คำแนะนำว่าเราควรจะหยุดหรือเร่งการออกกำลังกายเทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้เราไม่มีโอกาสที่จะครุ่นคิดและสื่อสารกับร่างกายของเรา “การรอคอย” จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย เพราะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการฝาก-ถอนเงิน สั่งอาหารจองบัตรโดยสารต่างๆ สามารถทำได้ทันทีผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และ เทคโนโลยียังสามารถบอกเราได้อีกว่า ขณะนี้ที่สนามบินมีผู้โดยสารมากน้อยแค่ไหนและเราควรมาถึงสนามบินเวลาใดเพื่อหลีกเลี่ยงการรอคอย นอกจากนั้นเราก็จะไม่ “หลงทาง” เพราะเทคโนโลยีจะคอยบอกตำแหน่งของเราและแนะนำเส้นทางได้อยู่ตลอดเวลา

อันดับที่ 9 สมาร์ทโฟน
เทคโนโลยีทุกวันนี้มีอายุสั้น สมาร์ทโฟนเองก็จะกลายเป็นเทคโนโลยีล้าสมัยในอนาคตอันใกล้เช่นกัน เทคโนโลยีในยุคต่อไปจะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถสวมใส่ได้ เช่นที่เราได้เห็นกันเมื่อไม่นานที่ผ่านมา คือ Google glasses ยิ่งไปกว่านั้นเราเตรียมบอกลาคีย์บอร์ดหรือเม้าส์ไปได้เลย นักอนาคตได้คาดการณ์ไว้ถึงเทคโนโลยีที่จะเป็นที่นิยมในอนาคต คือ Intelligent Web (2017 – 2020), Intelligent Interface และ Virtual Reality (2019 – 2023), Thought power และ AI หรือ Artificial Intelligence (2024 – 2031)

อันดับที่10 ความไม่ปลอดภัย
ต่อไปเราจะไม่มีอุบัติเหตุบนถนน เพราะยานพาหนะจะสามารถสื่อสารกันได้และหลีกเลี่ยงการปะทะกันได้การโจรกรรมจะสิ้นสุดลง เพราะของมีค่าทุกอย่างจะถูกติดตั้งเครื่องมือติดตามตัว ซึ่งจะมีขนาดเท่ากับอนุภาคเล็กๆที่สามารถใส่ไว้กับวัสดุใดก็ได้


ที่มา 
สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน
http://ostc.thaiembdc.org/13th/?p=1577

18 สิ่งประดิษฐ์เจ๋งๆ จากอดีต

คิดได้ไง!! 18 สิ่งประดิษฐ์เจ๋งๆ จากอดีต
 
ในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 โลกของเราได้มีการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เสียชีวิต เศรษฐกิจ ศิลปะ
หรือแม้กระทั้งสิ่งของและสิ่งปลูกสร้างที่ต้องถูกทำลายไปอีกมากมายระหว่างช่วงสงครามแต่ก็มีสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกคิดค้นออกมาในช่วงเวลานั้นพอดี บางชิ้นอาจจะเป็นค้นแบบของสิ่งของที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นไปได้
เดี่ยวเราไปดูกันซิว่า สิ่งประดิษฐ์เมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้วหน้าตาจะเป็นเช่นไร

18 Cool Inventions From The Past

หวงยางนิรภัย ที่ทำมาจากยางจักรยาน (Germany, 1925)

มอเตอร์ไซค์ล้อเดียว (1931)

จักรยานสะเทินน้ำสะเทินบก (Paris, 1932)

รถสำหรับทุกภูมิประเทศ (England, 1936)

วิทยุรถเข็น (USA, 1921)

หมวกวิทยุ (USA, 1931)

กระจกกันกระสุน (New York, 1931)

รถคาราวาน ยืด-หด ได้ (France, 1934)

เปียโนสำหรับผู้ป่วย (UK, 1935)

แว่นตาสำหรับนอนอ่านหนังสือบนเตียง (England, 1936)

แจ็คเก็ต ฮีตเตอร์ไฟฟ้า (USA, 1932)

รถที่มีที่นั่งตรงกันชน(Paris, 1924)

GPS ยุคแรก (1932)

สะพานข้ามแบบฉุกเฉิน ทำกันไว้เพื่อน้ำท่วม (Netherlands, 1926)

หนังสือแบบแฟกซ์ (1938)

หน้ากากกันพายุหิมะ (Canada, 1939)

รถเข่นกันแก๊ซพิษ (England, Hextable, 1938)

กล้องปืนลูกโม้ (New York, 1938)

Credit : Boredpanda.com

เรียนอย่างไรให้เก่ง…ที่นี่มีคำตอบ!!

UploadImage

           หลักการที่สำคัญที่สุด คุมตัวของคุณเองให้ได้อย่างที่ต้องการจะเป็นแพ้ชนะอยู่ที่การสู้กับตัวเอง มิใช่สู้กับคนอื่นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะขาดไม่ได้ ความขยันอันไม่มีอะไรจะหยุดได้ทฤษฎีบท ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สำเร็จมิได้ด้วยความเพียร สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นหลักการควบคุมตัวเองทั้งสิ้น ลองด้วยตัวคุณเองแล้วจะรู้ว่า ผมไม่ได้โกหกคุณเลย (ถ้าคุณทำตามที่ผมว่ามาได้นะ ……..ต้องได้ซิถ้าคุณจะทำจริง ๆ  เพราะผมก็ทำมาแล้ว ….)
มองขั้นตอนทั้งหมดสรุปย่อโดยรวม

  1. ควบคุมภาวะการหลับและการตื่นได้ดั่งใจ
  2. ออกกำลังสม่ำเสมอ เพื่อพลังกายที่สมบูรณ์แบบ
  3. อ่านหนังสือทุกวัน วันละ 2 ชม.(หรือตามที่คิดว่าเหมาะสมกับคุณ)
  4. นั่งสมาธิและทบทวนก่อนนอน และ ตื่นนอนทุกวัน

คำอธิบายในแต่ละขั้นตอน และ รายละเอียดปลีกย่อย

1. คุมเวลาตื่นนอนให้ได้ทุกวันก่อนครับ.เช่น ตื่น 6 โมงเช้านอน 4 ทุ่ม ซัก 1 เดือนติดต่อกันให้ได้ก่อนค่อยมาว่าจะอ่านหนังสือครับ. เพราะจะเป็นการจัดระบบมันสมองใด้อย่างดีเยี่ยมและจะรู้สึกว่าสมองมีพลังในการรับรู้ครับ. ถ้าทำข้อนี้ไม่ได้ อย่าคิดว่าจะเรียนให้ดีได้ยากครับ.

2. หลักการอ่านหนังสือใด ๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านทีละนาน ๆ ครับ. เช่นตั้งไว้ว่า วันนึง เราจะ อ่านซัก 1 – 2 ชม.ก็เกินพอครับ. แต่สำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่องครับ. ถ้ายังบังคับตัวเองไม่อยู่ ข้อ 1. ก็เป็นการฝึกบังคับอย่างนึงแล้ว ต้องอ่านทุกวัน ไม่มีวันหยุดครับ.

UploadImage

3. ที่ว่า 1 -2 ชม.นั้นต้องรู้ว่าตัวเองเราสามารถรับได้ครั้งละเท่าไรครับ. อย่างเช่นพี่จะ อ่านวันละ 2 ชม. แต่แบ่ง เป็น 4 ยกครับ. ครั้งละ 25 – 30 นาทีและพัก 5- 10 นาที

4. อ่านจบวันนึง ๆ ต้องมีสรุปแบบเล่มยาว ๆ เลยนะครับ. สรุปสั้น ๆ ว่าวันนี้ได้อะไรบ้าง สูตรอะไร ๆ หรือความเข้าใจอะไร

5. ถึงตอนนอนให้นั่งสมาธิซัก 5 นาทีพอรู้สึกใจเริ่มนิ่ง ให้นึกที่เราสรุปไว้ เมื่อกี๊ครับ. ถ้านึกไม่ออกแสดงว่าสมาธิตอนอ่านหนังสือไม่ดีให้เปิดไฟ ลุกออกไปดูที่สรุปใหม่ แล้วนึกใหม่ครับ.

6. ต้องรู้วิธีเรียนในแต่ละวิชาครับ. เช่น คณิต + ฟิสิกส์ เน้นความเข้าใจเป็นอันดับ 1 เคมี เน้น เข้าใจ + ท่องจำบางอย่าง เช่น ตารางธาตุ ถ้าท่องยังไม่ได้แสดงว่าไม่เข้าใจว่ามันจำเป็นต้องจำอังกฤษ เป็นเรื่องทักษะ ต้องใช้บ่อย ๆ ครับ. เวลาจะทำอะไรก็นึกเป็นภาษาอังกฤษบ้าง เช่นนึกจะทักเพื่อนว่าไปไหน ก็นึกว่า where do you go .? อะไรเป็นต้น แล้วก็ต้องเข้าใจ เป็นภาษาต่างด้าวยังมีคำหรือสำนวนที่เราไม่เข้าใจอีกเยอะ ดังนั้นเรื่องศัพท์ต้องรู้เยอะ ๆ เวลาจะไปดูหนัง Entertain กันทั้งที ก็เลือกดูเรื่องที่เขามีแต่ sub title เป็นภาษาอังกฤษ

UploadImage

7. วิธีเรียนพวกวิชาที่ใช้ความเข้าใจอันดับแรกต้องรีบศึกษาเนื้อหาทั้งหมดให้จบอย่างรวดเร็วครับ. ถามว่าอ่านจากไหน อย่ามองไกลครับ. แบบเรียนนั่นล่ะ อย่าเพิ่งไปมองพวกคู่มือ ถ้าเราอ่านแบบเรียนไม่รู้เรื่อง ก็อย่าไปหวังจะดูตำราอื่นเลยครับ. จากนั้นให้รีบหา แบบฝึกหัด มาทำในแบบเรียนนั่นล่ะให้ได้หมดก่อน จากนั้นค่อย เสาะหาตำราคู่มือที่คิดว่าเราดี อ่านแล้วเข้าใจอีกซักเล่มนึงมา อ่านเนื้อหาให้หมด อีกที แล้วทำแบบฝึกหัดในเล่มนั้นให้จบหมด . สำคัญคือความตั้งใจนะครับ. ต้องเข้าใจว่าเรา มีความรู้ในบทนั้น ๆ จบแล้วทำไมยังทำโจทย์บางข้อไม่ได้ พยายามคิด สุดท้ายไม่ออก ก็ดูเฉลย แล้วต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเราโง่ตรงไหน ทำไมทำไม่ได้
โจทย์ข้อนั้น ๆ เป็นเทคนิคเฉพาะหรือเปล่าต่อไป ก็เสาะหาพวกข้อสอบต่าง ๆ มาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ก็ ทำ ๆ ๆ จนเกิดรู้สึกว่าบรรลุ !!! ในเรื่องนั้น ๆ มันเป็นความรู้สึกคล้าย ๆ สำเร็จเป็นผู้วิเศษอะไรทำนองนั้น หรือฝึกวิทยายุทธสำเร็จแบบนั้นมองโจทย์ปุ๊บ จะเกิดความคิด แปร๊บ ๆ ขึ้นมานึกออกทะลุหมด เมื่อนั้นรู้สึกแบบนี้เมื่อไร ให้รีบสรุปเนื้อหาบทนั้น ๆ ออกมาในกระดาษขนาดประมาณ 2.5 นิ้ว คูณ 4 – 5 นิ้วครับ. ใช้หน้าหลังเขียนให้พอให้ได้ใน 1 บทต่อ 1 แผ่น อาจจะมียกเว้นบางบท เช่น สถิติ อาจใช้ถึง 6 แผ่น หรือตรีโกณ 3 แผ่น ส่วนใหญ่ไม่เกินหรอกครับ. จากนั้นปาตำราบทนั้น ๆ ทิ้งไปเลยครับ

8. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำอะไรก็ตามที่คือ ต้องมีความรู้ติดสมอง สามารถหยิบมาใช้การได้ทันทีครับ. ถ้าคิดจะเรียนเพื่อสอบนั่นก็แสดงว่า กำลังคิดผิดอย่างใหญ่หลวงครับ. เด็กสมัยใหมนี้ชอบคิดว่าเรียน ๆ ไปเพื่อสอบ สอบเสร็จก็เลิกนั่นเป็นเพราะผลพวงของระบบ แข่งในการศึกษาของไทยเราครับ. เด็กต้องสอบ Entrance เข้าต่อ ทำให้ไม่เกิดความรู้สึกในการใฝ่รู้ต้องเข้าใจว่าเราเรียนหนังสือนี่ ต้องถือว่าไม่มีใครมาบังคับเราเราเรียนเพื่อตัวเราเอง เพื่อพัมนาสมองเราเอง พัฒนา มุมมองความคิดต่าง ๆ เพื่อให้เราเป็นยอดคนเอง สามารถที่จะพึ่งตัวเองได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะยังอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองหรือหลุดจากอ้อมแขนบิดามารดาเมื่อไร ต้องสามารถที่จะกล้าคิดและทำ พึ่งตัวเองยังชีพตัวองในสังคมนี้ได้ครับ. ดังนั้น จากข้อ 7. เราต้องบันทึกความรู้ที่เรารู้แล้ว ให้เป็นความรู้ยาวนานติดสมองโดยทำดังต่อไปนี้ครับ. – ให้นึก ! โน๊ตย่อที่เราสรุปเอง อาทิตย์ละหน ติดต่อกันซัก 1 เดือนหรือ 4 อาทิตย์นึกนะครับ . ไม่ใช่เปิดดูถ้านึกไม่ออก แสดงว่าไม่ได้สรุปเองแล้วล่ะเปิดหนังสือ แล้วสรุปตามแหง ๆ จากนั้นให้ทิ้งห่างเป็น นึก 1 เดือนต่อครั้ง จนเริ่มรู้สึกเบื่อ เพราะนึกทะลุปรุโปร่งหมดแล้วให้เลิกครับ. ใกล้สอบค่อยว่ากันอีกทีกระบวนการที่ว่านึกตั้งแต่ 1 อาทิตยืจนเลิกนึกนี่คาดว่าไม่ตำกว่า 3 เดือนนะครับ. ใครน้อยกว่านี้ แสดงว่าโกหกตัวเองชัวร์

UploadImage

9. กระบวนการสุดท้าย เป็นการเพิ่มพลังความมั่นใจในตัวเองซึ่งต้องกระทำติดต่อกันบ่อยๆ เรื่อย คือกระบวนการสอบแข่งขันครับ. ตรงนี้สำคัญมาก ถ้าเป็นไปได้สอบแข่งซะแต่ ม.1 จนจบ ม.6 เลย จะทำให้เรารู้อันดับตัวเอง

เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ครับ. เช่นเราอาจจะเรียนได้เกรดดี แต่พอสอบแข่ง จริง ๆล่ะ สู้เขาได้ใหมทักษะในการทำข้อสอบ มีใหม เข้าห้องก็เดินหน้าลุยทำแต่ข้อแรกยันข้อสุดท้ายเลยหรือเปล่า ก็พวก สมาคม โอลิมปิก หรืออะไรก็ตามที ทั้งสอบแข่งในโรงเรียน เช่น โรงเรียนจัดเอง หรือสัปดาห์ต่าง เช่น สัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ โคงงงานวิทยาศาตร์ ตอบปัญหาภาษาไทย อังกฤษ ฯลฯ สุดท้ายทั้งหมดที่ว่ามา ถ้าน้องคนไหนทำได้นะครับ. ซัก 1-2 ปี รู้ผลแน่พี่รับรองได้ 100 % เลยว่าอย่างน้อยต้องอยู่ในอันดับ 1 – 3 ของชั้นแน่นอน อันดับระดับประเทศ ก็ไม่เกิน 50 อย่างมาก อ้อ ลืมบอกไปครับ. สิ่งสำคัญคือการอ่านล่วงหน้าครับ.

ช่วงปิดเทอม ก็อ่านของเทอมหน้านู้นหรือ อยู่ ม.4 จะอ่านของ ม.6
ก็ได้นะไม่ผิด

ที่มา : dek-d

มององค์กร…ผ่านมือ

มององค์กร…ผ่านมือ

images1

เรียบเรียงโดย : ครูปิยะดนัย  วิเคียน

นิ้วหัวแม่มือ : เป็นนิ้วที่สั้น แต่ใหญ่และแข็งแรงกว่านิ้วอื่น ๆ ถ้าจะกดให้แรงหรือจะกำให้มั่นละก็ เขาละ-ใช่เลย ที่สำคัญเขาน้อมไปแตะนิ้วอื่น ๆ ได้ทุกนี้ว และได้อย่างถนัดถนี่เสียด้วย และเขาไม่เคยปล่อยให้นิ้วอื่น ๆ ทำงานตามลำพังเลย เขาจะคอยประสานช่วยเหลือเสมอ ไม่ว่าจะหยิบ จะจับ จะกำ เมื่อขาดเขาแล้วเจ้า(นิ้วอื่น)จะรู้สึก สมแล้วที่เขาเป็นทั้งหัวและแม่ของมือ (หัวแม่มือ) ถ้าเราจะเทียบกับคนในองค์กร น่าจะได้แก่ ผู้นำสูงสุดขององค์กร ผู้ควบคุมนโยบายและแผน และหากคนผู้นั้นสามารถเข้ากับคนทุกคนในองค์กรได้ คอยอำนวย คอยประสานให้การช่วยเหลือ คอยดูแลเอาใจใส่ เชื่อได้ว่าองคฺกรนั้น โรจน์

นิ้วชี้ : เอาไว้ชี้ ไว้จี้ ไว้จิ้ม เหมาะมากสำหรับเขา หากเทียบกับคนในองค์กรก็เห็นจะเป็น หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าแผนก หัวหน้างาน ทำนองนี้แหละ คนเหล่านี้ต้องชี้ แนะ และนำเพื่อร่วมงานได้ คือบอกคนอื่นทำได้และตัวเองก็ต้องทำได้ด้วย

นิ้วกลาง : เป็นนิ้วที่ยาวหรือสูงที่สุดในบรรดานี้วทั้งหลาย ล้วงในสิ่งที่ลึกได้ดีนัก ในองค์กรรึ ก็คงเป็นผู้มีอาวุโส ผู้มีประสบการณ์ (ถึงจะไม่ใช่หัวหน้าก็เถอะ) เขาอาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมรู้ดี(กว่าเรา) เราต้องให้ความเคารพนับถือ เขาคือ “สติ” ขององค์กรนั่นเทียว

นิ้วนาง : สังเกตไหม หากเราจะใช้ฝ่ามือลูบไล้อะไรสักอย่าง นิ้วที่สัมผัสได้เนียนที่สุดนะ นิ้วนาง ละเอียดละเมียดละไม ความปลอดภัยรึ ก็นิ้วนางนี่แหละไม่ค่อยได้เจ็บได้ไข้กับเขาหร็อก ความละเอียดรอบครอบ การดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามในองค์กร อย่าลืมผู้หญิงเสียล่ะ เขาทำได้ดี

นิ้วก้อย : ล้วง แคะ แกะ เกา เขาละยอด หากกำหมัดเพื่อต่อสู้-เขาจะอยู่ด้านล่าง(เป็นฐาน) แต่หากจะไหว้วานใครละก็-เขาออกหน้าเสมอ (ลองประมือไหว้ดูซิ) ในองค์กรของเรา ก็เหล่าคนหนุ่มสาวทั้งหลายนั่นแหละ ต้องล้วงแคะแกะเกาเอาความรู้และประสบการณ์ในการทำงานให้มาก ๆ ต้องเป็นฐานหลักและอาสางานเสมอ เลือดใหม่ขององค์กรทีเดียวเชียว

และหาก นิ้วมือทั้ง 5 รู้รักสามัคคี กำกันเข้ามาเป็นหมัดเมื่อไหร่ละก้อ ลุย…

040

ข้อมูลจาก FWDMAIL
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

ทายนิสัย ..จากนิ้วก้อย

images

เรียบเรียงโดย : ครูปิยะดนัย  วิเคียน

วิธีการดู

หันฝ่ามือเข้าหาตัวเอง โดยผู้หญิงให้ดูมือซ้าย ส่วนผู้ชายให้ดูมือขวา แล้วขีดเส้นแบ่งข้อต่อแต่ละข้อบนนิ้วก้อย จะได้ทั้งหมด 3 ข้อ  ส่วนที่ยาวที่สุด คือส่วนที่บอกถึงจุดเด่นในตัวคุณ

ข้อบนสุดยาวที่สุด

คุณเป็นคนมีพรสวรรค์ในการพูดจาดึงดูดคน เป็นคนพูดจาฉะฉานชัดเจนทั้งในน้ำเสียงและกิริยาท่าทาง เป็นคนช่างสังเกตและรอบคอบ

ข้อกลางยาวที่สุด

เป็นคนที่ให้ความใส่ใจต่อผู้อื่นและมีความอดทนเป็นเลิศ ลักษณะความยาวของข้อกลางนี้ ส่วนมากพบในบุคคลที่ อยู่ในวงการแพทย์เป็นส่วนใหญ่

ข้อล่างยาวที่สุด

คุณเป็นคนรักอิสระอย่างมากไม่ชอบถูกควบคุมโดยใคร เป็นคนพูดจาเปิดเผย ตรงไปตรงมา ฝีปากกล้าคมคาย ยึดมั่นในความีเหตุมีผลและจะเก่งในเรื่องการโต้เถียง หรือการโต้แย้งใดๆ

ส่วนที่สั้นที่สุด คือ ส่วนที่บอกจุดด้อยในตัวคุณ

ข้อบนสั้นที่สุด

คุณเป็นคนไม่กล้าแสดงออกอย่างมาก เป็นคนขี้อายจนถึงขนาดตัวคุณเองที่ยากจะเข้าใจในตัวเอง นอกจากนี้คุณยังเป็นคนที่ไม่มีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นอีกด้วย

ข้อกลางสั้นที่สุด

คุณเป็นคนซื่อสัตย์ ยุติธรรมแน่วแน่มั่นคง อาจจะเรียกได้ว่าถึงขั้นไม่มีความประนีประนอม จนดูเหมือนความที่เป็นคนตรง กลายเป็นข้อด้อยของคุณไปเลย

ข้อล่างสั้นที่สุด

คุณเป็นคนซื่อ ๆ ง่าย ๆ ไม่มีเล่ห์เหลื่ยมมารยา เชื่อคนง่ายจนกระทั่งอาจจะถูกหลอกหรือถูกโกงได้ง่าย ด้วยความไร้เดียงสาของคุณ

ข้อมูลจาก FWDMAIL
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

ส.ค.ส.พระราชทาน ปี 2556 ในหลวงทรงชี้เมตตา-นำสุข

ส.ค.ส.พระราชทาน ปี 2556 ในหลวงทรงชี้เมตตา-นำสุข

F2013-2400

ดาวน์โหลด ส.ค.ส.พระราชทานประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ฉบับความละเอียดสูง

ดาวน์โหลด ส.ค.ส.พระราชทานฉบับความละเอียดสูงทั้งหมด

ส.ค.ส.พระ ราชทานพรปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๖ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์เชิ้ตลำลองสีฟ้า มีลายเส้นสีชมพู และสีฟ้าฟ้าเข้มพาดตัดกัน พระสนับเพลาสีดำ และฉลองพระบาทสีดำ ประทับบนพระเก้าอี้ ด้านขวาของพระเก้าอี้ที่ประทับ มีโต๊ะกลม วางพระบรมฉายาลักษณ์ครอบครัว และเชิงเทียนแก้ว

ทรงฉายกับสุนัขทรงเลี้ยง คือ คุณทองแดงที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ สวมเสื้อสีทอง หมอบอยู่แทบพระบาทด้านขวา และคุณมะลิ แม่เลี้ยงคุณทองแดง สวมเสื้อสีทอง หมอบอยู่แทบพระบาทด้านซ้าย ด้านหลังพระเก้าอี้ที่ประทับ ตกแต่งด้วยดอกกล้วยไม้หลากสี ด้านขวาบน มีตราพระมหาพิชัยมงกุฎประดับ ส่วนด้านซ้ายมีผอบทองประดับ

ด้านล่างของผอบทอง มีตัวอักษรสีทอง ข้อความว่า ส.ค.ส. พ.ศ. ๒๕๕๖ สวัสดีปีใหม่ และ ตัวอักษรสีขาว ข้อความว่า ขอจงมีความสุขความเจริญ HAPPY NEW YEAR ด้านขวา ใต้ตราพระมหาพิชัยมงกุฎ มีข้อความพิมพ์ด้วยตัวอักษรสีเหลือง ข้อความว่า “ความเมตตาเป็นคุณธรรมนำความสุข ช่วยปลอบปลุกปรุงใจให้หรรษา ความกตัญญูรู้คุณผู้เมตตา ทวีค่าของน้ำใจไมตรีเอย”

ด้านล่างของ ส.ค.ส. มีแถบสีม่วงเข้ม มุมล่างขวา มีข้อความ ก.ส. 9 ปรุง 181122 ธค.55 พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร, ผู้พิมพ์โฆษณา Printed at the Suvarnnachad publishing, D Bramaputra, Publisher (พริ้นเทด แอท เดอะ สุวรรณชาด พับลิชชิ่ง, ดี. พรหมบุตร, พับลิชเชอร์)

กรอบของ ส.ค.ส. พระราชทานฉบับนี้ เป็นภาพใบหน้าคนเล็กๆ เรียงกัน ด้านซ้าย และด้านขวา เรียงกันด้านละ ๓ แถว ส่วนด้านบนและด้านล่างเรียงกันด้านละ ๒ แถว ทุกหน้ามีแต่รอยยิ้ม

แหล่งที่มา : http://www.kanchanapisek.or.th/speeches/2012/1231.th.html

สูตรสำเร็จสำหรับชีวิตประจำวัน‏

สูตรสำเร็จสำหรับชีวิตประจำวัน‏

สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้
         ๑. อย่าเปรียบเทียบ ชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง  
         ๒. อย่าคิดทางลบ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย,ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย 
         ๓. อย่าทำอะไร เกินกว่าที่ตัวเองทำได้ …รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน  
         ๔. อย่าเอา จริงเอาจังกับตัวเองนัก  เพราะคนอื่นเขา ไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก  
         ๕. อย่าเสียเวลา และพลังงานอันมีค่าของคุณ กับเรื่องหยุมหยิม หรือเรื่องซุบซิบ….นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง  
         ๖. จงฝันตอนตื่น มากกว่าตอนหลับ  
         ๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าๆ ปลี้ ๆ…คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว 
         ๘. ลืมเรื่อง ขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามี หรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ  
         ๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น  
         ๑๐. ประกาศ สงบศึกกับอดีตให้สิ้น,จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ  
         ๑๑. ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง  
         ๑๒. จงเข้าใจเสียว่า ชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และ ปัญหาเป็น เพียง ส่วนหนึ่งของหลักสูตร ซึ่งมาแล้วก็หาย ไป…เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต…แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต  
         ๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น  
         ๑๔. คุณ ไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถก เถียงกับคนอื่น หรอก…บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกัน ได้…เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
 
 แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ ?
         ๑. อย่าลืมโทรฯ หาครอบครัวบ่อย   ๆ  
         ๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน  
         ๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง  
         ๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70  และต่ำกว่า  6 ขวบ  
         ๕. พยายามทำให้อย่างน้อย  3  คนยิ้มได้ทุกวัน  
         ๖.  คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่ เรื่องของคุณสักหน่อย !!! ช๊อบชอบข้อนี้อ่ะ
         ๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอกแต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ ดังนั้น ,  อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็น อันขาด
 
และ ถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้  ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้
         ๑. ทำสิ่งที่ควรทำ  
         ๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้งไปเสีย…เก็บไว้ทำไม ?  
         ๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้  
         ๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด ,  เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน  
         ๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง,  แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงานด้วย… get up, dress up and show up.  
         ๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง  
         ๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้ ,  อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า   หรือสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย  
         ๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก  ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุขเสมอ…ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า

++ข้อมูลจาก FWD MAIL++

ที่มาของท่าชูสองนิ้ว

ที่มาของท่าชูสองนิ้ว

ท่าชูสองนิ้วมาจากไหน ท่าชูสองนิ้วคืออะไร

           ท่าถ่ายรูปที่กลางเป็นท่าประจำตัวของใครหลายๆคนไปแล้วนึกอะไรไม่ออก ก็ชูสองนิ้วไปก่อนละกันจนหลายคนเรียกกันขำๆว่า “ท่าสิ้นคิด”แต่รู้กันไหมครับ ว่าที่มาของท่าการชูสองนิ้วนั้นมีความหมายมากกว่าการเป็นท่าแอ๊บแบ๊วให้ดูน่ารักกุ๊กกิ๊กแบบในปัจจุบันนี้แน่นอนครับ

           การชูสองนิ้วมีความหมายถึง ตัวอักษร วี ” V ” ที่มากจากคำว่า Victory ที่แปลว่าชัยชนะครับซึ่งลักษณ์นี้เริ่มแพร่หลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองหรือบางทีการชูสองนิ้วนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ในการให้กำลังใจว่า สู้ๆ ได้เหมือนกัน ครับ

          โดย ได้มีชายเบลเยี่ยมคนหนึ่ง อาศัยวิทยุกระจายเสียงปลุกเร้าเรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านการบุกของเยอรมันโดยใช้เครื่องหมาย V เพื่อสร้างกำลังกำลังใจให้ตัวเองและในที่สุดพวกเขาก็ชนะศัตรูได้เตรื่องหมาย V จึงกลายมาเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะ จนวันนี้

Credit: เรื่องน่ารู้อยู่รอบตัว

ความหมายของดอกไม้ ที่นำมาใช้ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

           ความหมายของดอกไม้ต่างๆ ตามโบราณท่านมีความเชื่อว่า ดอกไม้แต่ละอย่างนั้น ยังมีความหมายในตัวของมันเอง ท่านจึงนำดอกไม้แต่ละชนิด มาถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อที่ว่าผู้ใดนำดอกไม้อะไรมาถวาย การดำรงชีวิตของผู้นั้น จะได้รับผลตามความหมายของดอกไม้ ที่นำมาถวายให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ ดอกไม้แต่ละชนิดมีความหมายดังนี้

 

 

– ดอกมะลิหอม หมายถึง ความร่มเย็นเป็นสุข

– ดอกพุด หมายถึง พบแต่สิ่งที่ดีๆ สิ่งที่บริสุทธิ์

– เขี้ยวกระแต หมายถึง มองเห็นแต่สิ่งที่ดี

– ดอกบัวหลวง หมายถึง ความสุข, ความสำเร็จ

– กุหลาบแดง หมายถึง ความรักที่สดชื่น

– กล้วยไม้ หมายถึง ทำอะไรราบรื่น

– ไผ่กวนอิม หมายถึง เป็นมิ่งขวัญแก่ตนเอง

– ดาวเรื่อง หมายถึง พบแต่ความรุ่งเรื่อง

– ใบมะตูม หมายถึง มีชื่อเสียง

– ดอกชบา หมายถึง พบความสำเร็จ

– หญ้าแพรก หมายถึง มีความฉลาด

– ดอกลำโพง หมายถึง มีความโด่งดังทั่วฟ้า

– บานไม่รู้โรย หมายถึง รักไม่รู้โรย

++ข้อมูลจาก FWD MAIL++

++รูปภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต++