Category Archives: เก็บมาฝาก

9 สิ่งก่อสร้างที่ไม่รู้ว่า ออกแบบมาเพื่ออะไร ?

มาดูสิ่งก่อสร้าง 9 อย่างที่ไม่รู้ทำมาเพื่ออะไร ใช้ประโยชน์ก็ไม่ได้ ขนาดสถาปนิกยังตอบไม่ได้ เห็นแล้วได้แต่บอกตัวเองว่า…เอิ่ม เพื่อ !!!

1. บันไดเลื่อน ที่คุณจะต้องงงว่า ทำมาเพื่ออะไร ในเมื่อขึ้นมาแล้วเจอฝาผนัง

2. ระเบียงที่ปิดทึบ เอิ่ม..แล้วใครจะออกมาใช้งาน หรือว่าไม่ได้จ่ายเงินค่าระเบียงโครงการเลยโบกปูนปิดทับซะเลย

3. ห้องน้ำคนพิการ แต่ๆๆๆๆ…..คุณทำทางขึ้นเป็นขึ้นแบบนั้นวีลแชร์สำหรับคนพิการจะขึ้นไปได้อย่างไร ?

4. ตู้ ATM สงสัยตอนที่ออกแบบน้ำจะท่วมแถวนี้ เลยยกมาไว้ซะสูงเชียว

5.พัดลมเพดาน ที่ดันมีเสามาบังไว้ แล้วจะเปิดยังไงหล่ะ แต่เคสนี้น่าจะโทษคนติดจอโปรเจคเตอร์นะ

6. ชักโครกอันนี้ คงไม่ต้องเปิดมาซ่อมกันเลยหละซิ เพราะทำชั้นมาปิดไว้ขนาดนี้

7. เก้าอี้ชมวิวทะเลอันแสนโรแมนติก แค่คนสร้างรั่วนี้สงสัยเพิ่งจะอกหัก เลยไม่อยากให้ใครมานั่งสวีทหวานกัน

8. บันไดทางขึ้นนี้ ดูแล้วจะทำให้คนขึ้นได้เยอะ เพราะทางเข้ากว้างมา แต่เดินขึ้นไปแล้วกั้นไว้ทำไม ?

9. อันนี้ใกล้ตัวเราที่สุด ถ้าคุณขึ้นไปเจอรถเมล์แล้วมีเก้าอี้แบบนี้ เอาของมาวางเถอะมันน่าจะเหมาะกว่า แหม่..ใครจะนั่งได้หละถ้าจะชิดขนาดนี้

ภาพจาก distractify

ข้อมูลดีดีจาก http://www.share-si.com/2015/02/9.html
Advertisements

วิธีการชาร์จมือถือที่ถูกต้อง

วิธีการชาร์จมือถือที่ถูกต้อง 
แบตเตอรี่ชนิด Li-ion และ Li-Polymer เป็นแบตที่ใช้กันอยู่ในมือถือและแท็บเลทในปัจจุบัน มีข้อแนะนำการชาร์จมือถือจากผู้เชียวชาญในต่างประเทศ ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงการชาร์จไป และโทรไป เพราะแบตเตอรี่ต้องทำงานมากกว่าปกติถึง 40 เท่าในขณะชาร์จ เมื่อเทียบกับตอนไม่ได้ชาร์จ เนื่องจากขณะใช้มือถือหรือแท็บแล็ตพกพานั้น ใช้แรงดันไฟเพียง 5 และ 10 โวลย์ตามลำดับ แต่เมื่อเสียบสายชาร์จแล้ว หม้อแปลงเล็กในตัวชาร์จ จะรับแรงดันไฟถึง 220 โวลย์จากเต้าเสียบ เพื่อแปลงลงเหลือ 5 โวลย์ให้กับมือถือ ทำให้อุณภูมิขณะชาร์จสูงกว่าเดิม ในระดับ 40-50 องศา และเมื่อใช้มือถือโทรศัพย์ จะเพิ่มการใช้ไฟและความร้อนให้กับมือถือโดยอัตโนมัติ หากแบตใกล้จะหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ จะทำให้ทนต่อแรงดันไฟและความร้อนไม่ได้เหมือนเดิม ก่อให้เกิดการระเบิดตามเป็นที่เป็นข่าว
2. ควรใช้ปลั๊กสามตาแบบสายยาวต่อเป็นเต้าเสียบให้มือถือ จะมีความปลอดภัยสูงกว่าการเสียบมือถือเข้าเต้าเสียบโดยตรง เพราะเต้าเสียบหลายตาแบบสายยาว จะมีฟิวส์และตัวตัดไฟป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร หรือการใช้ไฟมากกว่าปกติอยู่แล้ว3.ไม่ควรชาร์จในขณะที่แบตต่ำกว่า 30% เพราะจะทำให้แบตเสื่อมเร็ว จากผลการทดสอบจากต่างประเทศได้ระบุว่า หากชาร์จแบตเตอรี่ที่ระดับ ระดับแบตเตอรี่อยู่ที่ 65-70% จะดีที่สุด แต่การใช้ชาร์จจริงที่ระดับ 35-60% ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้

4.ไม่ควรชาร์จไฟในขณะที่แบตหมดเกลี้ยง ในระดับเปิดเครื่องเปิดไม่ติด (แบตเหลือ 0%) โดยเด็ดขาด เพราะทำให้แบตพังไวมาก เนื่องจากแบตจะต้องรับภาระการการเรียกคืนประจุหรือรอบการชาร์จ มากกว่าการชาร์จขณะแบ็ตยังไม่หมด ซึ่งนอกจากจะใช้ไฟชาร์จมากกว่าเดิมถึง3เท่า ยังทำให้แบตร้อนกว่าเดิมถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับการชาร์จในตอนที่แบตไม่หมด

5.ไม่ต้องกังวลว่าการชาร์จมือถือทิ้งไว้ ในขณะที่แบตเต็ม จะมีปัญหากับแบตหรือไม่ เพราะมือถือและแท็บเลทในปัจจุบันนั้น มีระบบตัดไฟ เมื่อชาร์จแบตจนเต็ม 100%

6. หลีกเลี่ยงการทำมือถือตกพื้น เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสียหาย อาจจะทำให้สารเคมีในแบตรั่วไหล หรือขั้วแบตอาจจะหลุดออกมาก็เป็นได้ ซึ่งจะส่งผลให้จ่ายไฟไม่นิ่ง และการใช้งานกับตัวเครื่องมือถือหรือแท็บเลทมีปัญหาได้

7. เวลาชาร์จควรเสียบที่ชาร์จกับปลั๊กไฟก่อน แล้วค่อยเอาหัวชาร์จมาเสียบกับมือถือ-แท๊บเลทอีกที เพื่อป้องกันไฟกระชาก

8. สังเกตุเครื่องหมายรับรองคุณภาพ CE บนแบตแท้ว่ามีหรือไม่ ซึ่ง CE หมายถึง Conformite European เป็นเครื่องหมายที่แสดงการรับรองจากผู้ผลิตว่าสินค้านั้น มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดด้านสุขภาพ ความปลอดภัย ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องของสหภาพยุโรป การมีเครื่องหมาย CE กำกับบนสินค้าจะทำให้สินค้านั้นสามารถวางจำหน่าย และสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีในเขตเศรษฐกิจยุโรป

5 วิธีง่ายๆ ในการเพิ่มสัญญาณ Wi-Fi ในบ้านของคุณ

5 วิธีง่ายๆ ในการเพิ่มสัญญาณ Wi-Fi ในบ้านของคุณ

คงเซ็งในอารมณ์ไม่ใช่น้อยหากคุณพบว่า ไวไฟ (Wi-Fi) ในบ้านไม่เอื้ออำนวยให้การอ่านข่าวบนไอแพด (iPad) ยามเช้าไหลลื่นหมือนกาแฟที่กำลังดื่มอย่างคล่องคอในขณะนั้น บทความนี้ขอแนะนำวิธีง่ายๆ ในการที่จะปรับแต่งการใช้งานให้สัญญาณ Wi-Fi ในบ้านแรงขึ้น เพื่อการท่องเน็ตที่มีความสุขยิ่งขึ้น

สำหรับ เทคนิคที่นำมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้จะมีอยู่ 5 วิธีด้วยกัน โดยหากคุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip ได้ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ เชื่อว่า คุณจะสามารถเพิ่มระยะของการครอบคลุมสัญญาณไวไฟที่ไกลกว่าเดิม และประสบการณ์ในการท่องเน็ตไร้สายทีเร็วขึ้น ว่าแล้วลองมาดูกันครับว่า มีวิธีใดบ้าง?

1. อัพเดทเทคโนโลยีของอุปกรณ์ที่ใช้  หาก เราท์เตอร์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ของคุณ ไม่ได้ล่าสมัยจนเกินไป (ไม่เกิน 3 ปี) ระบบทั้งหมดน่าจะสนับสนุนการเชื่อมต่อด้วยมาตรฐาน Wirelee-N ซึ่งหากตรวจสอบแล้วมันเข้ากันได้ แนะนำให้ตั้งค่าของเราท์เตอร์เป็น N-mode only เพื่อให้ได้ความเร็ว และรัศมีครอบคลุมการใช้งานสูงสุด การคั้งค่าเป็น b/g/n เพื่อให้สนับสนุนการเชื่อมต่ออุปกรณ์รุ่นเก่าทีทำงานช้ากว่า หากพีซีทีใช้มาพร้อมกับการ์ดเชื่อมต่อด้วย Wireless-G แนะนำให้มารุ่นใหม่ที่เป็น Wireless-N มาใส่แทน อย่างไรก็ตาม การซื้อเราท์เตอร์ใหม่ที่ไม่สนับสนุน Wireless-N มีโอกาสที่มันจะไม่สนับสนุนการเข้ารหัสระบบรักษาความปลอดภัยล่าสุดด้วย ก่อนตั้งค่าเป็น Wireless-N แนะนำให้คุณตรวจสอบเว็บไซต์ของผู้ผลิตด้วยว่า เฟิร์มแวร์ของเราท์เตอร์ที่คุณใช้อยู่ได้รับการอัพเกรดให้ใช้ได้แล้ว หรือยัง? ลองตรวจสอบ และทำตามดูนะครับ แล้วคุณจะพบกับประสบการณ์ใหม่ในการท่องเว็บไร้สายภายในบ้านของคุณ

2. หาฮวงจุ้ยที่เราท์เตอร์สามารถให้สัญญาณได้แรงที่สุด เราท์เตอร์ ไม่ได้เป็นแก็ดเจ็ตที่สวยหรูดูดี ดังนั้นผู้ใช้ส่วนใหญ่ชอบวางมันหลบๆ ซ่อนๆ ไว้ แต่มันเป็นเรื่องที่ผิดพลาดมากๆ เพราะเราท์เตอร์เป็นอุปกรณ์”ขี้ร้อน”และมันต้องการที่ทีมีอากาศถ่ายเทสะดวก ดังนั้นควรวางมันในที่เปิดโล่ง อย่างเช่น ตรงกลางบ้าน พยายามให้อยู่ห่างจากผนัง และสิ่งกีดขวาง อย่างเช่น ตู้เอกสารที่ทำจากหล็ก ไม่ควรวางเราท์เตอร์ให้เสาสัญญาณชิดติดกำแพง หรือออกไปนอกอาคาร เพราะจทำให้สูญเสียสัญญาณครึ่งหนึ่งที่ส่งออกไป แถมยังอาจจะกลายเป็นการสร้างจุดบอดของสัญญาณภายในบ้านซะด้วยซ้ำ ฮวงจุ้ยที่ดีทีสุดสำหรับการติดตั้งเราท์เตอร์คือ ที่สูงดีกว่าที่ต่ำ โดยเฉพาะบ้านสองชั้น ถ้าจะให้ง่ายหน่อยแนะนำให้คุณวางเราท์เตอร์ไว้เหนือชั้น หรือบนตู้สูง และไม่อยู่ชิดติดสิ่งกีดขวางที่อาจบล็อคสัญญาณได้

3. เปลี่ยนช่องสัญญาณ  การส่งสัญญาณไวไฟก็จะคล้ายๆ กับการทำงานของสถานีวิทยุ เราท์เตอร์ไร้สายถสามารถส่งสัญญาณไปบนช่องที่แตกต่างกัน ซึ่งหากคุณและ เพื่อนบ้านที่ใช้ไวไฟช่องสัญญาณเดียวกัน มันก็จะเกิดการแบ่งกันใช้เป็นธรรมดา ปัญหานี้อาจไม่เกิดขึ้นกับคุณหากเราท์เตอร์ที่ใช้มีคุณสมบัติการเปลี่ยนช่อง สัญญาณโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าไม่มี การปรับแต่งเลือกช่องสัญญาณทีมีการรบกวนน้อยสุดจะช่วยให้คุณได้สัญญาณไวไฟ ที่แรงขึ้น ลองศึกษาคู่มือ หรือค้นหาวิธีเปลี่ยนช่องสัญญาณ (Channel) ทีมีให้เลือก 1 – 11 แชนเนล จากเว็บไซต์ของผู้ผลิตเราท์เตอร์

4. ลดสัญญาณรบกวน นอก จากการอัพเดทเทคโนโลยีทีใช้ ค้นหาฮวงจุ้ยของเราท์เตอร์ที่เหมาะสม เปลี่ยนแชนเนลสัญญาณที่ไม่ไปชนกับใครแล้ว อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความแรง และระยะในการส่งสัญญาณไวไฟให้กับเราท์เตอร์ของเราก็คือ การลดสัญญาณรบกวนการทำงานจากอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ความถี่ใน ย่าน 2.4GHz อย่างเช่น โทรศัพท์ไร้สายภายในบ้าน เครื่องส่งสัญญาณเตือนเด็กตื่น และอุปกรณ์ไร้สายต่างๆ ตลอดจนเตาอบไมโครเวฟ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้สามารถส่งคลื่น 2.4GHz ที่แรงมาก จนรบกวนให้สัญญาณ Wi-Fi ของคุณสู้ไม่ได้ แนะนำให้วางเราท์เตอร์ห่างไกลจากอุปกรณ์เหล่านี้จะดีกว่า

5. ดูแลเน็ตเวิร์กให้ปลอดภัย สำหรับ วิธีสุดท้ายที่จะช่วยให้สัญญาณไวไฟของคุณไม่ถูกแอบใช้โดยชาวบ้านจนอืดยืดยาด ไปหมด เนื่องจากการ Home Wi-Fi จะมีการปล่อยสัญญาณออกไปนอกบ้าน หากคุณไม่ทำการตั้งค่าระบบรักษาความปลอดภัยเอาไว้ อย่างเช่น การเข้ารหัส ซึ่งเราท์เตอร์ใหม่ๆ วันนี้จะได้รับผลกระทบต่อประสิทธิภาพความเร็วน้อยมาก แต่มันย่อมดีกว่า การโดนข้างบ้านแอบบใช้สัญญาณไวไฟของคุณ ท่องเน็ต โหลดบิต ดูยูทูบ ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ แฮคเกอร์สามารถใช้เน็ตเวิร์กที่ไม้ได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยขโมย ข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อได้ ในที่นี้ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ได้ตั้งค่าการเข้ารหัสด้วย WPA2 และใช้พาสเวิร์ดที่แข็งแรง

หวัง ว่า คำแนะนำง่ายๆ เหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ และทำให้คุณผู้อ่านได้ประสบการณ์ในการใช้โฮมไวไฟทีครอบคลุม และแรงเต็มประสิทธิภาพ เพื่อการอ่านข่าวบนไอแพดจะได้คล่องคอเหมือนกับกาแฟที่กำลังดื่มนะครับ 😀

สนับสนุนเนื้อหา: Arip

10 สิ่งที่คนในปัจจุบันขาดไม่ได้

10 สิ่งที่คนในปัจจุบันขาดไม่ได้
การใช้ชีวิตของคนเราในปัจจุบัน ล้วนจะต้องมีปัจจัยสำคัญหรือสิ่งที่จำเป็นต่อคนเราในชีวิตประจำวันที่จะเป็น นอกจากปัจจัย 4 ประการที่คนเราต้องมีในการดำรงชีวิต
แต่คุณจะรู้ไหมคะว่า ยังมีอีกหลายสิ่งที่สำคัญกับเราในการดำรงชีวิต ดังนั้น ทีมงาน toptenthailand ขอนำเสนอ 10 สิ่งที่คนในปัจจุบันขาดไม่ได้
10.อาหาร
ภาพประกอบ: trendzap.com

อาหารถือว่าเป็นปัจจัย 4 อย่างที่สำคัญต่อชีวิตคนเรามากนะคะ เพราะการเจริญเติบโตของร่างกายคนเราจำเป็นจะต้องมีส่วนของอาหารเข้ามาเกี่ยว ข้อง ดังนั้น อาหารจึงถือว่าเป็นสิ่งที่คนเราขาดไม่ได้อย่างแน่นอนค่ะ แต่ทางทีมงาน toptenthailand ขอแนะนำว่า ควรรับประทานอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าให้โทษต่อร่างกายนะคะ

9.ยารักษาโรค

ลองคิดดูนะคะว่าถ้าโลกนี้คนเราเป็นโรคหรือ ป่วยกันมากขึ้น แล้วไม่มียามารักษาโรคที่เราเป็นกัน ไม่ว่าจะป่วยเล็กๆ น้อยๆ หรือป่วยหนัก ประเทศไทยคงมีคนล้มตายมากกว่านี้เป็น 2 เท่า ดังนั้นยาจึงสำคัญกับชีวิตของคนเรามากนะคะ

ยกให้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่ไม่ว่า อายุรุ่นไหนก็เล่นกัน ที่เรียกกันว่า Social Network ที่ใครๆ หลายคนเกิดอาการติดอย่างรุนแรง ซึ่งทีมงาน toptenthailand ก็ขอยอมรับค่ะว่า เป็นหนึ่งคนที่กำลังติด facebook แต่ขอเตือนว่า facebook มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะคะ

7.ข่าวสาร

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันเพราะ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของบ้านเมือง หรือสิ่งที่เราอยากรู้ เพราะเราจะได้รับรู้ข่าวสารมากมายไม่เว้นแต่แต่ละวัน บางทีทางทีมงาน toptenthailand ก็อยากจะให้คนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองควรพิจารณาว่าข่าวไหนเป็นเรื่องจริง หรือว่าเป็นเรื่องเท็จ

6.จิตใจอันเข้มแข็ง

เราล้วนจะต้องมีเรื่องที่เข้ามารบกวนจิตใจ หรือมีเรื่องมาทำให้เราไม่สบายใจ หรือบางครั้งเรื่องที่เข้ามาทำให้เราถึงกับท้อแท้หมดกำลังใจกันเลยในทีเดียว แต่เชื่อเถอะค่ะว่า ถ้าเรามีจิตใจที่เข้มแข็งเราก็จะสามารถเรื่องราวหรืออุปสรรคที่ทำให้เราผิด หวังหรือเสียใจไปได้ด้วยดีค่ะ ขอแค่เรามีจิตใจที่เข้มแข็งนะคะ

5.การศึกษา

หลายๆ คนเคยอาจจะได้ยินในตอนสมัยเด็กๆนะคะ กับคำที่พ่อแม่พูดเสมอว่า ต้องเรียนให้จบหรือเรียนให้สูง โตขึ้นมาจะได้มีงานทำดีๆ เป็นเจ้านายคนได้ และหลายคนก็จบได้อย่างที่พ่อแม่สั่งสอนมา ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถขาดมันได้นะคะ

4.เสื้อผ้า

เสื้อผ้าถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเพราะ ว่า ในการใช้ชีวิตของคนเรา จำเป็นต้องมีเสื้อผ้าเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะทำอะไรยังต้องมีเสื้อผ้าเข้ามาเกี่ยวข้องนะคะ

3.อินเทอร์เน็ต

อย่างที่เคยบอกไปว่าตอนนี้คุณทุกคนก็ได้รู้ แล้วว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวกระโดดไปไกลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของอินเทอร์เน็ต ที่ไม่ว่าบ้านไหนหรือใครหลายๆ คนก็ต้องใช้กัน บ้างด้วยการใช้ติดต่อสื่อสาร หาความรู้ หรือหาความเพลิดเพลินให้กับตัวเอง ดังนั้นเทคโนโลยีทางด้านอินเทอร์เน็ตจึงสำคัญต่อชีวิตของคนเรามากค่ะ

2.เงิน

เงินถือว่าอยู่ในปัจจัย 4 ประการ ซึ่งเงินก็สำคัญกับคนเราเป็นอย่างมากนะคะ เพราะว่า ส่วนใหญ่การที่จะหาความสุขหรือหาสิ่งที่เราต้องการมักจะต้องใช้เงินเป็นสื่อ กลางในการซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนระหว่างกันนะคะ

1.โทรศัพท์

โทรศัพท์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา เลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะโทรศัพท์เป็นสื่อกลางตัวสำคัญที่จะใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน และอีกอย่างคุณจะเห็นได้ว่า ในโลกสังคมออนไลน์ตอนนี้ เทคโนโลยีทางด้านโทรศัพท์ได้พัฒนาไปไกล จึงทำให้ทุกคนนั้นขาดไม่ได้ ในการดำรงชีวิตในประจำวัน

 

ที่มา

http://hitech.sanook.com/1388122/10-สิ่งที่คนในปัจจุบันขาดไม่ได้/

อนาคต 10 อย่างที่กำลังจะหายไป

เมื่อมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นก็ต้องมีส่วนที่ล้าสมัยและกำลังจะหายไป บทความชิ้นหนึ่งจากนิตยสาร The Futurist นักอนาคตศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รูปแบบการดำรงชีวิตที่อาจจะเปลี่ยนแปลงหรือหายไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเนื่องจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต นักอนาคตศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้อย่างไรบ้าง

อันดับที่ 1 ความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรม ภาษา และการศึกษา

สมาร์ทโฟนทำให้คนรุ่นใหม่ในปี ค.ศ. 2020 สามารถเข้าถึงข้อ้อมูลข่าวสารได้จากทั่วโลกอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นการศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาครูผู้สอน เยาวชนในยุคนั้นจะใช้ภาษาของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นหลัก เช่น ภาษาอังกฤษและภาษาจีน และจะซึมซับวัตนธรรมที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ความเหลื่อมล้ำต่างๆ หายไป แต่ในข้อดีก็มีข้อเสียปนอยู่ นั่นคือ ในปี 2030 ภาษาจำนวน 3 พัน ภาษาจากที่มีอยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน 6 พันภาษาจะหายสาบสูญไป รวมถึงคนรุ่นต่อๆ ไปอาจจะไม่มีความเข้าใจและความอดในความแตกต่างด้านวัฒนธรรม

อันดับที่ 2 ระบบการศึกษาในปัจจุบัน
เทคโนโลยีจะลบล้างระบบการศึกษาที่แบ่งกลุ่มนักเรียนตามอายุการเลื่อนระดับชั้นเรียนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล นักเรียนจะมีโอกาสในการค้นพบและเลือกสาขาความเชี่ยวชาญได้เร็วขึ้น (เช่นเดียวกับนักกรีฑาในปัจจุบัน ที่นักกรีฑาสามารถเลือกสาขากีฬาที่ตนชอบได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก) แม้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะฟังดูดี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ บริษัทผู้นำด้านโทรคมนาคมบางแห่งอาจจะกลายเป็นผู้ควบคุมการศึกษาของคนในอนาคต เพราะพวกเขามีเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดอยู่ในมือ

อันดับที่ 3 รูปแบบของสหภาพยุโรป
ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าในประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปจะแตกต่างไป โดยข้อจำกัดต่างๆ จะถูกทำลายลงและจะมีการปกครองแบบรัฐบาลเดียว สหภาพยุโรปจะกลายเป็นสหรัฐยุโรป (United Europe)และพูดภาษาเดียวกัน

อันดับที่ 4 งาน
ในปี ค.ศ. 2030 งานกว่า 2 พันล้านตำแหน่งจะหายสาบสูญไป เทคโนโลยีที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เทคโนโลยีหุ่นยนต์ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เทคโนโลยีการจัดแต่งพันธุกรรม และอื่นๆ อย่างไรก็ตามแม้เทคโนโลยีเหล่านี้จะทำลายงานแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็สร้างงานรูปแบบใหม่ๆ ที่เราอาจจะคิดไม่ถึงขึ้นเช่นกัน

อันดับที่ 5 ร้านค้า
ห้างร้านต่างๆ ในปี 2030 จะไม่ใช่ห้างร้านในรูปแบบที่เรารู้จักอีกต่อไป ผู้บริโภคจะใช้อินเตอร์เน็ตในการศึกษาคุณสมบัติ ความสามารถ และราคาของสินค้า จากนั้นก็แวะไปที่ห้างร้านเพื่อทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งจะมีเพียงหุ่นยนต์คอยให้บริการ และตอบคำถามพื้นฐานของผู้ที่สนใจ จากนั้นผู้บริโภคก็จะสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ เมื่อพวกเขากลับถึงบ้าน ก็จะพบกับสินค้าที่เพิ่งสั่งไว้ตั้งรออยู่ที่หน้าประตู

อันดับที่ 6 หมอ
ในปี 2030 เทคโนโลยีจะทำให้การตรวจวินิจฉัยโรคบางอย่างสามารถทำได้เองที่บ้านของคุณ สมาร์ทโฟนและเทคโนโลยี Cloud computing จะสามารถตรวจระดับน้ำตาลระดับออกซิเจน ระดับการเต้นของหัวใจ และอื่นๆ ได้ หุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่แพทย์ผ่าตัด แพทย์จะมีจำนวนน้อยลงและจะต้องเป็นแพทย์ที่มีความสามารถสูงเท่านั้น พวกเขาจะสามารถปฏิบัติงานได้จากทุกแห่งทั่วโลกผ่านระบบควบคุมทางไกล จะมีเพียงบุคคลสำคัญๆ หรือผู้ที่มีความสามารถทางการเงินสูงที่ได้รับสิทธิพิเศษในการรับการรักษาจากแพทย์จริงๆ

อันดับที่ 7 กระดาษ
นอกจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และเอกสารต่างๆ ที่พิมพ์ลงบนกระดาษจะหายไปแล้ว ธนบัตรก็จะหายไปด้วย ทุกอย่างจะอยู่ในรูปแบบดิจิตอล โรงพิมพ์จำนวนมากต้องปิดกิจการหนังสือที่เป็นรูปเล่มพิมพ์บนกระดาษแม้จะไม่หายสาบสูญไปโดยสิ้นเชิง แต่ที่จะพบได้จะเป็นหนังสือที่พิมพ์โดย Self-Publishing หรือการจัดพิมพ์ด้วยตนเอง

อันดับที่ 8 ประสบการณ์แบบดั้งเดิมของมนุษย์
ในอนาคตจะไม่มีคำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” เพราะข้อมูลของเราทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นวันเดือนปีเกิด ประวัติการศึกษาหมายเลขบัตรเครดิต ประวัติการรักษาพยาบาล จะถูกบันทึกและบุคคลอื่นๆ จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ต่อไป เราจะขาด “การไตร่ตรอง” เพราะสมาร์ทโฟนและเทคโนโลยีการสื่อสารอื่นๆ ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนั้น เทคโนโลยีในอนาคตจะสามารถตรวจรับการรับรู้ต่างๆ ของร่างกายเราได้ เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจระหว่างการออกกำลังกาย และคอยให้คำแนะนำว่าเราควรจะหยุดหรือเร่งการออกกำลังกายเทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้เราไม่มีโอกาสที่จะครุ่นคิดและสื่อสารกับร่างกายของเรา “การรอคอย” จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย เพราะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการฝาก-ถอนเงิน สั่งอาหารจองบัตรโดยสารต่างๆ สามารถทำได้ทันทีผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และ เทคโนโลยียังสามารถบอกเราได้อีกว่า ขณะนี้ที่สนามบินมีผู้โดยสารมากน้อยแค่ไหนและเราควรมาถึงสนามบินเวลาใดเพื่อหลีกเลี่ยงการรอคอย นอกจากนั้นเราก็จะไม่ “หลงทาง” เพราะเทคโนโลยีจะคอยบอกตำแหน่งของเราและแนะนำเส้นทางได้อยู่ตลอดเวลา

อันดับที่ 9 สมาร์ทโฟน
เทคโนโลยีทุกวันนี้มีอายุสั้น สมาร์ทโฟนเองก็จะกลายเป็นเทคโนโลยีล้าสมัยในอนาคตอันใกล้เช่นกัน เทคโนโลยีในยุคต่อไปจะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถสวมใส่ได้ เช่นที่เราได้เห็นกันเมื่อไม่นานที่ผ่านมา คือ Google glasses ยิ่งไปกว่านั้นเราเตรียมบอกลาคีย์บอร์ดหรือเม้าส์ไปได้เลย นักอนาคตได้คาดการณ์ไว้ถึงเทคโนโลยีที่จะเป็นที่นิยมในอนาคต คือ Intelligent Web (2017 – 2020), Intelligent Interface และ Virtual Reality (2019 – 2023), Thought power และ AI หรือ Artificial Intelligence (2024 – 2031)

อันดับที่10 ความไม่ปลอดภัย
ต่อไปเราจะไม่มีอุบัติเหตุบนถนน เพราะยานพาหนะจะสามารถสื่อสารกันได้และหลีกเลี่ยงการปะทะกันได้การโจรกรรมจะสิ้นสุดลง เพราะของมีค่าทุกอย่างจะถูกติดตั้งเครื่องมือติดตามตัว ซึ่งจะมีขนาดเท่ากับอนุภาคเล็กๆที่สามารถใส่ไว้กับวัสดุใดก็ได้


ที่มา 
สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน
http://ostc.thaiembdc.org/13th/?p=1577

เคล็ดลับวิธีการเรียนเก่ง

“การ ศึกษาไม่มีคำว่าสาย”

ที่มา

http://www.youtube.com/watch?v=t6dOpl-U9s0

19 ที่เที่ยวในเมืองไทย แต่เหมือนไปเมืองนอก บทความของ คุณตงตง ♥

19 ที่เที่ยวในเมืองไทย แต่เหมือนไปเมืองนอก บทความของ คุณตงตง ♥

 ….

‘เมืองไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก’ คำนี้มันใช้ได้จริงๆนะจ้ะ เมืองไทยของเราแพ้ใครซะที่ไหน ทั้งวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ค่าครองชีพ อาหารการกิน รวมถึงสถานที่เที่ยวก็มีให้เลือกเยอะแยะไม่หวาดไม่ไหว ใครอยากเที่ยวแบบไหน พี่ไทยเรามีให้หมด แต่ถ้ารู้สึกว่า ‘ในชีวิตนี้อยากจะไปเมืองนอกกับเค้ามั่ง แต่ไม่มีตังค์ซะนี่!’ ฟังทางนี้ให้ดี! ตงตง♥จะทำความฝันของคุณให้เป็นจริง พาคุณไปเที่ยวกันในธีมที่มีชื่อว่า ‘เที่ยวเมืองไทยเหมือนไปเมืองนอก’ ทริปเที่ยวเมืองไทยสุดคุ้มสบายกระเป๋า แต่ได้ฟิลลิ่งและบรรยกาศคล้ายเมืองนอกเป๊ะ! จะมีที่ไหนบ้างน้า? อยากรู้มาดูกันเล้ย!

1. อินเดียในเมืองไทย: มัสยิดกลาง ถนนลพบุรีราเมศวร์ จังหวัดสงขลา
สำหรับคนที่หลงใหลในเสน่ห์ของทัชมาฮาล อนุสาวรีย์แห่งความรักในอินเดีย ลองล่องใต้ลง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา คุณจะได้พบกับ ‘มัสยิดกลาง’ ที่ถอดแบบจากวิหารทัขมาฮามาลมาได้อย่างเหมือนเป๊ะ! ถึงแม้จะไม่ใช่อนุสรณ์แห่งความรักเหมือนต้นฉบับ แต่ที่นี่ก็เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวไทยมุสลิมทุกคน
 

2. มัลดีฟส์ในเมืองไทย: เกาะพยาม จังหวัดระนอง 
ถ้าพูดถึงทะเล ร้อยทั้งร้อยต้องยกให้ ‘มัลดีฟส์’ เป็นอันดับต้นๆอย่างแน่นอน แต่ก็นะ…ที่สวยๆแบบนี้ราคาก็ต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ซึ่งหากคุณกำลังทรัพย์จางล่ะก็…ลองมาที่นี่แทนดูมั้ยคะ ‘เกาะพยาม’ จังหวัดระนอง ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘มัลดัฟส์เมืองไทย’ เลยทีเดียวนะ เพราะน้ำทะเลสีเขียวสะอาดใสเหมือนกระจก รอบล้อมด้วยรีสอร์ทที่ตั้งอยู่กลางทะเลในบรรยากาศแบบธรรมชาติสุดๆ จำลองมาจากมัลดีฟส์ทุกกระเบียดนิ้วขนาดนี้ จะไม่ให้กด Like ยังไงไหว

 

 

3. ญี่ปุ่นในเมืองไทย: Hako Town – เลียบทางด่วนรามอินทรา 
สาวกอาหารญี่ปุ่นห้ามพลาด! ‘Hako Town’ ฟู้ดคอร์ทย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา ที่ยกเอาบรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นขนานแท้ผสมกับทิวทัศน์ร่วมสมัยมาให้คนไทยสัมผัสกันถึงแก่น รวบรวมร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ร้านต้นตำรับแห่งแรกในประเทศไทย เมืองญี่ปุ่นขนาดย่อมแห่งนี้มีไว้ให้คุณที่นี่แล้วค่ะ ทั้งอิ่มท้อง อิ่มตา อิ่มบรรยากาศเจเปนจริงจริ๊ง

 
 

4. สวิตเซอร์แลนด์ในเมืองไทย: Swiss Sheep Farm – ชะอำ
ถ้านึกถึงประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สถานที่ในเมิองไทยที่ตอบโจทย์ได้มากที่สุดต้องยกให้ที่นี่เลยค่ะ ‘Swiss Sheep Farm’ ฟาร์มแกะสุดน่ารักน่าเอ็นดูในเมืองชะอำ ด้วยทำเลท่ามกลางธรรมชาติเขียวชอุ่ม โอบล้อมด้วยทิวเขาซับซ้อน ได้อารมณ์โรแมนติกเป็นอย่างดี แถมยังมีน้องแกะวิ่งเล่น ขี่ม้าชมวิว ก็สร้างความสนุกได้ไม่น้อย ไฮไลท์อีกอย่างที่ไม่ควรพลาด ‘คล้องกุญแจแห่งรัก’ เล่ากันว่าถ้าใครมาคล้องร่วมกันล่ะก็ จะสามารถครองรักกันได้นิรันดร์เลยล่ะค่ะ!

 

5. ฮ่องกงในเมืองไทย: Asiatique The River Front – ถนนเจริญกรุง
ใครที่เคยไปเที่ยวฮ่องกง ไฮไลท์ที่สุดคงต้องยกให้สีสันในยามค่ำคืนที่กว่า 44 อาคารริมอ่าว Victoria ต่างพร้อมใจกันปล่อยแสงไฟสลับกันไปสลับมา ซึ่งถ้าจะหาแบบนี้ที่เมืองไทยต้องที่นี่เลย ‘Asiatique The River Front’ ที่พอจะสู้กับเค้าได้หน่อย ถึงแม้จะไม่จัดจ้านเท่าต้นตำรับ แต่ก็ฟิลลิ่งคล้ายกัน ให้คุณหยุดทอดน่องริมแม่น้ำเจ้าพระยาชมวิวยามค่ำคืน สวยงามไม่ใช่เล่นเหมือนกันแหละค่ะ

 
 

6. กัมพูชาในเมืองไทย: ปราสาทสัจธรรม – พัทยา 
‘ปราสาทสัจธรรม’ สถาปัตยกรรมงานไม้แกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเมืองพัทยา ดันไปคล้ายกับ ‘นครวัด’ มรดกทางวัฒนธรรม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในประเทศกัมพูชาซะนี่! ใครที่เคยไปมาทั้งสองที่ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้กลิ่นอายความรู้สึกคล้ายกันมาก อาจเป็นเพราะทั้งสองแห่งได้สะท้อนเรื่องราว ศาสนา รายละเอียดในด้านศิลปกรรม งานปั้นและการแกะสลักเทวรูปต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ให้นักท่องเที่ยวต่างจดจำได้เป็นอย่างดีก็ได้มั้ง

 
 

7. เม็กซิโกในเมืองไทย: Pather Creek Resort – อ.ปากช่อง 
หากอยากสัมผัสความเป็นคาวบอยสไตล์เม็กซิกันให้ถึงแก่น ไม่ต้องบินไปไกลถึงเม็กซิโกหรอกค่ะ แค่ขับรถมาอ.ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาก็พอ ตรงดิ่งมาด่วนเร็วที่ ‘Pather Creek Resort’ รีสอร์ทสบายๆที่จำลองบรรยากาศของเมืองสไตล์ตะวันตกยุค Indian-Cowboy มาไว้อย่างเต็มรูปแบบ แถมยังมีบริการต่างๆไว้เอาใจนักท่องเที่ยวมากมายทั้ง เช่าชุดคาวบอยถ่ายภาพเท่ห์ๆ รับจัดงานอีเว้นท์ งานปาร์ตี้ หรือนอนพักค้างคืนแบบคาวบอยในบรรยากาศธรรมชาติร่มรื่นที่รายรอบก็ยังมีนะคะ

 
 

8. จีนในเมืองไทย: ศาลเจ้าหน่าจาไท้จื้อ จังหวัดชลบุรี 
แค่ก้าวเข้าสู่วิหารก็ช็อคเลยค่ะ เหมือนอยู่เมืองจีนยังไงยังงั้น ‘ศาลเจ้าหน่าจาไท้จื้อ’ ตรึงใจนักท่องเที่ยวทุกคนด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ไชน่าสุดวิจิตรตระการตา ทั้งมังกรน่าเกรงขามพันรอบเสาทุกต้น แถมเป็นวิหารขนาดใหญ่ 4 ชั้น แต่ละชั้นประดิษฐานของทวยเทพต่างๆ นักท่องเที่ยวนิยมมากราบไหว้เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ได้อิ่มบุญแถมยังอิ่มตากับการตกแต่งในสไตล์จีนสุดเริ่ดอลังการยังงี้อีก ดีจริงๆเลยเนอะ

 
 

9. อิตาลีในเมืองไทย: Palio อ.ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 
‘Palio’ Landmark แห่งเขาใหญ่ที่สีสันเจ็บจี๊ด จำลองมาจากหมู่บ้านทัสคานี ประเทศอิตาลี ทั้งสวนหย่อมสไตล์อิตาลีแท้ๆ บรรยากาศสุดชิลล์ น้ำพุเก๋ๆไว้โพสต์ท่าถ่ายรูป หอชมวิวเขาใหญ่สุดลูกหูลูกตา ลั่นล้ากับร้านขายของนานาชนิด หรือพักผ่อนใน Boutique Hotel ก็ได้ทั้งนั้น คือถ้ามาแล้วก็อาจจะงงๆนิดหน่อย เพราะทางเดินอาจจะซับซ้อนไปนิด แต่ก็สามารถเดินทะลุถึงกันได้หมดแหละค่ะไม่ต้องกังวล

 

10. กรีซในเมืองไทย: Santorini park – ชะอำ 
ใครที่มาแล้วต้องยกนิ้วให้ทุกราย ‘Santorini Park’ อ.ชะอำเค้ากินขาดในด้านความครีเอทจริงๆค่ะ เพราะจำลองบรรยากาศเมืองซานโตรินี่ ประเทศกรีซไว้ได้อย่างเป๊ะมาก สถาปัตยกรรมโทนฟ้าขาว แจมด้วยสีสันเล็กๆพอเรียกความสดชื่น แถมยังเอาใจนักท่องเที่ยวด้วยสวนสนุก แหล่งช้อปปิ้ง และร้านอาหารชั้นนำไว้ให้เลือกกันตามใจชอบเลยค่ะ
 
 
 

11. ทะเลทรายซาฮาร่าในเมืองไทย: หาดหงส์ จังหวัดอุบลราชธานี 
พื้นที่กว้างใหญ่เหมือนกำลังอยู่ในทะเลทรายซาฮาร่า ทางตอนเหนือของแอฟริกา ‘หาดหงส์ แก่งสามพันโบก’ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ซึ่งเกิดจากการพัดพาของน้ำและตะกอนทรายมาทับถมกัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าไป ไฮไลท์ของที่นี่ต้องยกให้ ช่วงเวลาพระอาทิตย์กำลังตกในยามเย็น ยลโฉมความสวยงามจากแสงทองๆ ที่ส่องลงกระทบทรายสีขาวระยิบระยับประทับใจผู้คนมากๆค่ะ

 

12. ภูฏานในเมืองไทย: วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จังหวัดเพชรบูรณ์
‘ภูฏาน’ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนทุกคนต่างอยากไปเยือน แต่ด้วยเส้นทางการเดินทางที่แสนลำบาก ก็อาจทำให้ท้อใจ ขอบอกว่า ไม่ต้องถ่อไปไกลถึงที่นั่นหรอกค่ะ เพราะเมืองไทยของเราก็มีภูฏานขนาดย่อมๆ ไว้ให้เราชื่นชมอยู่เหมือนกันค่ะ ณ ‘วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว’ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงกว่า 900 เมตร นอกจากจะชมวิวทิวทัศน์เขียวชอุ่มได้แบบ 360 องศาแล้ว ยังมีสถาปัตยกรรม ศิลปะอันงดงามคล้ายคลึงกับ วัดทักซังหรือวัดรังเสือ ของประเทศภูฏานยังกับแกะแหน่ะ

 
 

ไฮไลท์ของที่นี่คือ ถ้ำที่อยู่ปลายยอด ชาวบ้านหลายคนเห็นลูกแก้วลอยเหนือฟ้าแล้วหายลับเข้าไปในถ้ำ จึงเป็นที่เชื่อกันว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่มงคล ศักดิ์สิทธิ์ ใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องลงมาสักการะบูชาทั้งนั้น

 
 

13. นครรัฐวาติกันในเมืองไทย: อาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก
เพียงก้าวแรกที่ได้เข้ามา ก็คล้ายถูกสะกดด้วยความสวยงามแบบสถาปัตยกรรมสไตล์เรเนอซองส์ ทั้งผนัง เพดาน ปะติมากรรมปูนปั้น ที่แสดงเรื่องราวความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ‘โบสถ์อัสสัมชัญ บางรัก’ ดูช่างคล้ายกับมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ในนครรัฐวาติกันจริงๆเลยล่ะค่ะ ด้วยอายุที่เก่าแก่ถึง 200 ปี โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของคริสต์ศาสนิกชนที่เพิ่มมากขึ้น ถูกใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ หรือใช้จัดเป็นสถานที่ wedding ก็งดงามที่สุดที่นึงเลยล่ะ

 
 
 

14. พุทธคยาในเมืองไทย: วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ จังหวัดนครสวรรค์ 
เมื่อกี้เราพูดถึงศาสนาคริสต์กันไปแล้ว มาที่ศาสนาประจำชาติของเราบ้างดีกว่า หากเราพูดถึงพุทธสถานที่สำคัญที่สุด 1 ใน 4 แห่งต้องยกให้ ‘พุทธคยา’ ในประเทศอินเดีย เนื่องจากเป็นสถานที่ตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นจุดหมายปลายทางของนักแสวงบุญทั้งหลายทั่วโลกที่อยากมาสักการะสักครั้ง แต่สำหรับชาวพุทธในเมืองไทย ไม่ต้องไปไกลถึงอินเดียแล้วค่ะ มาที่ ‘วัดพระพี่นาง’ หรือ ‘วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์’ จังหวัดนครสวรรค์ก็เหมือนกันเลย

 
 

นอกจากจะจำลองพุทธคยาที่อินเดียมาได้เหมือนแล้ว รายละเอียดยังดูงดงามไม่แพ้ต้นตำรับ ทั้งสถาปัตยกรรมสไตล์อินเดีย บริเวณโดยรอบ ทางเดินขึ้น รวมถึงเสาของพระเจ้าอโศกมหาราชที่สร้างไว้ ณ สวนลุมพินีวัณ สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าก็เก็บดีเทลได้ครบ ชั้นบนประดิษฐานพระศรีอริยเมตตรัย ส่วนชั้นล่างเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเมตตา

 

15. เกาะนามิในเมืองไทย: สวนสนบ่อแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ 
แฟนละครซีรี่ย์เกาหลีห้ามพลาด! ใครที่อยากอินกระแส ‘เกาะนามิ’ เกาะสวรรค์แดนกิมจิต้องมาเยือนที่นี่! ‘สวนสนบ่อแก้ว’ สวนทิวสนที่ตั้งเรียงรายสุดสายตาในจังหวัดเชียงใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวไม้ตายที่ทุกทัวร์ต้องมาลง สัมผัสความเขียวชอุ่ม อากาศแสนสดชื่นจากภูเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเลว่า 1,100 เมตร ชมทิวสนกว่าร้อยต้นเรียงกันยาวเหยียด ตากล้องต้องไม่พลาดแชะภาพแจ่มๆกลับไปดูเล่นแน่นอนค่ะ เพราะบอกตรงๆเลยว่า ที่นี่ก็โรแมนติกไม่แพ้เกาหลีหรอก!

 
 

16. ทะเลสาปอินเลในเมืองไทย: อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 
‘ทะเลสาปอินเล’ ประเทศพม่า เป็นอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวระดับ World Class ที่ใครๆก็อยากจะลองไป เพราะด้วยวิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่บนน้ำ ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม จึงกลายเป็นเสน่ห์ที่แปลกตา ไม่ซ้ำใคร! ความจริงจะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกเพราะที่เมืองไทยของเราก็มีทะเลสาปอินเลกับเค้านะ ตั้งอยู่ที่ ‘อ.สังขละบุรี’ จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอเล็กๆติดชายแดนพม่า ที่มีวิถีชีวิตกลางน้ำ สบายๆ ไม่รีบร้อน เป็นที่อยู่ของชาวไทย กะเหรี่ยงและมอญ ไฮไลท์ของที่นี่ต้องยกให้ ‘สะพานมอญ’ สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย (ประมาณ 1 กิโลเมตร) สร้างขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านสัญจรไปมาหาสู่กันได้สะดวกขึ้นค่ะ

 
 

17. กุ้ยหลินในเมืองไทย: เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฏร์ธานี
คำว่า ‘สวรรค์บนพื้นพิภพ’ เป็นนิยามที่นักท่องเที่ยวทุกคนพร้อมใจกันยกให้ ’กุ้ยหลิน’ แห่งมณฑลกวางซี ประเทศจีนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะด้วยขุนเขาที่เขียวขจี สายน้ำใสดุจกระจก ภูเขาหินแปลกตานับหมื่นยอด ก็คงยากที่จะปฏิเสธถึงความงดงามตรึงใจ แต่หารู้ไม่ว่า ที่เมืองไทยก็มีกับเค้าเหมือนกันนะจ้ะ ‘เขื่อนรัชชประภา’ ในอุทยานเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี สวยงามไม่แพ้ใครเหมือนกัน ทั้งภูเขาหินสูงชันล้อมรอบผืนน้ำสีเขียวมรกต วิวทิวทัศน์ที่สวยงามเกินบรรยาย ทำให้นักท่องเที่ยวต่างพากันมาดื่มด่ำความสุขกับแบบใกล้ชิด จนได้รับการขนานนามกันว่าเป็น ‘กุ้ยหลินเมืองไทย’ เลยล่ะค่ะ

 
 
 
 

18. โมร็อคโคในเมืองไทย: Villa Maroc Resort – ปราณบุรี 
‘Villa Maroc Resort’ รีสอร์ทแสนเก๋ในปราณบุรี ถูกตกแต่งในสไตล์โมร็อคโคทุกรายละเอียด นักท่องเที่ยวที่ไปพักทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เหมือนกำลังหลงเข้ามาในโมร็อคโคจริงๆ เพราะนอกจากจะสวยงามถอดแบบต้นฉบับมาเป๊ะแล้ว หาดทรายขาวเงียบสงบที่ติดกับตัวรีสอร์ทกว่า 153 เมตรก็ทำให้รู้สึกหลงใหล ได้อารมณ์ และเป็นเอกลักษณ์สุดๆ เชื่อว่าใครที่เคยได้มาแล้วต้องหาโอกาสพิเศษพาคนรู้ใจกลับมาเยือนอีกอย่างแน่นอน

 
 
 
 
 
 
 

19. เวนิสในเมืองไทย: The Venezia หัวหิน
ความเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะเลียนแบบของอิตาลีอาจจะถูกสั่นคลอน เพราะ ‘The Venezia หัวหิน’ ของเราถอดแบบเมืองเวนิช ประเทศอิตาลีได้เหมือนอะไรอย่างนี้ โดยนำเอาความโดดเด่นจากต้นฉบับทั้ง ทิวทัศน์เลียบแกรนด์คาแนลที่ยาวกว่า 200 เมตร การล่องเรือกอนโดล่า จัตุรัสเซ็นต์มาร์ค หอระฆังสัญลักษณ์ประจำเมืองเวนิส หอคอยชมวิวสูงกว่า 23 เมตร และปะติมากรรมสไตล์อิตาลี ที่ดีไซน์ออกมาได้อย่างลงตัวสุดๆ เชื่อว่าใครที่ฝันอยากเที่ยวอิตาลี ลองมาที่นี่ดูก่อนสิคะ ไม่ต้องเสียค่าเครื่องบินไปไกลถึงนู่นก็ได้ฟิลลิ่งเหมือนกันแหละ

 

เอาเป็นว่า…สถานที่เที่ยวในไทย แต่เหมือนไปเมืองนอกทั้ง 19 ที่นี้ เพื่อนๆลองไปเที่ยวดูนะคะ รับรองได้อารมณ์เหมือนไปเที่ยวรอบโลกยังไงยังงั้นเลย แต่ว่า…ฮัลโหล๊ ขอโทษนะจ้ะ นี่อยู่แค่เมืองไทยเองค่า สบายใจ สบายกระเป๋า ไม่เปลืองสตางค์ แถมยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศอีกด้วยน้า รู้อย่างงี้แล้วอย่ารอช้า…วันหยุดยาวที่จะถึงนี้ ไปเที่ยวกันเถอะนะวัยรุ่น!

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
pixpros.net / k.joeziz / taklong.com
k.doctoregg / k.mrk360 / reviewthaitravel.com
khaoko.com / student.nu.ac.th / pingmakeup.multiply.com
tottimanzaa.multiply.com by k.keerati jumphangern
suanboard.net / joeeleo.multiply.com / kairtss.multiply.com
photo.lannaphotoclub.com / topicstock.pantip.com
k.orapronobis / mblog.manager.co.th / daweca.com
weddingsquare.com / k.jkphoto / tlcthai.com
rayongphotoclub.com by k.rathin kanawiwat
nakhonsawan.go.th / travel.raikunni.com
k.peater 5D / k.ราคาจิงใจ / shutterphoto.com
shareview.in.th / bloggang.com by k.adisonsaeaun
thaifishing.net / thorfun.com / k.siritep
siamecotour.com / saicholsouthernthailand.com
phudoilay.com / vouchertoday.com / hiclasssociety.com
villamarocresort.com / theveneziahuahin.com
mglobemall.com / phudoilay.com / vancoevorden.net

Special Thanks: weddinghitz.com
เรียบเรียง: ตงตง♥

เรียบเรียงใหม่เพื่อลง SS โดย : หมูดำ
แก้ไขข้อมูลบางส่วนโดย : หมูดำ
Special Thanks ชาว SS ที่ช่วยกันแจ้งข้อมูลที่ผิดพลาด : Iker Muniain ,mrbabyzz ,1ursan

credit web : mglobemall
credit web : ruengdd

18 สิ่งประดิษฐ์เจ๋งๆ จากอดีต

คิดได้ไง!! 18 สิ่งประดิษฐ์เจ๋งๆ จากอดีต
 
ในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 โลกของเราได้มีการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เสียชีวิต เศรษฐกิจ ศิลปะ
หรือแม้กระทั้งสิ่งของและสิ่งปลูกสร้างที่ต้องถูกทำลายไปอีกมากมายระหว่างช่วงสงครามแต่ก็มีสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกคิดค้นออกมาในช่วงเวลานั้นพอดี บางชิ้นอาจจะเป็นค้นแบบของสิ่งของที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นไปได้
เดี่ยวเราไปดูกันซิว่า สิ่งประดิษฐ์เมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้วหน้าตาจะเป็นเช่นไร

18 Cool Inventions From The Past

หวงยางนิรภัย ที่ทำมาจากยางจักรยาน (Germany, 1925)

มอเตอร์ไซค์ล้อเดียว (1931)

จักรยานสะเทินน้ำสะเทินบก (Paris, 1932)

รถสำหรับทุกภูมิประเทศ (England, 1936)

วิทยุรถเข็น (USA, 1921)

หมวกวิทยุ (USA, 1931)

กระจกกันกระสุน (New York, 1931)

รถคาราวาน ยืด-หด ได้ (France, 1934)

เปียโนสำหรับผู้ป่วย (UK, 1935)

แว่นตาสำหรับนอนอ่านหนังสือบนเตียง (England, 1936)

แจ็คเก็ต ฮีตเตอร์ไฟฟ้า (USA, 1932)

รถที่มีที่นั่งตรงกันชน(Paris, 1924)

GPS ยุคแรก (1932)

สะพานข้ามแบบฉุกเฉิน ทำกันไว้เพื่อน้ำท่วม (Netherlands, 1926)

หนังสือแบบแฟกซ์ (1938)

หน้ากากกันพายุหิมะ (Canada, 1939)

รถเข่นกันแก๊ซพิษ (England, Hextable, 1938)

กล้องปืนลูกโม้ (New York, 1938)

Credit : Boredpanda.com

การจัดอันดับ ” 100 โรงเรียนที่มีคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย ประจำปี 2556″

การจัดอันดับ ” 100 โรงเรียนที่มีคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย ประจำปี 2556″ นั้น พิจารณาจากการวัดผล Admission โควตารับตรง โอลิมปิกวิชาการ คะแนนการสอบ O-net แพทย์ กสพท. ทุนรัฐบาล ทุนก.พ. ทุน พสวท. และ รางวัลชนะเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นองค์ประกอบหลักในการจัดอันดับ
1 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
3 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
4 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จ.สงขลา
5 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
6 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จ.ลำปาง
7 โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนีย์)
8 โรงเรียนสาธิต มศว. ปทุมวัน
9 โรงเรียนเทพศิรินทร์
10 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จ.ยะลา
11 โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
12 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช
13 โรงเรียนสตรีวิทยา
14 โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
15 โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จ.อุบลราชธานี
16 โรงเรียนสาธิต ม.เชียงใหม่
17 โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่
18 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จ.อุดรธานี
19 โรงเรียนสาธิต ม.สงขลานครินทร์ จ.ปัตตานี
20 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
21 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
22 โรงเรียนสัตยาไส
23 โรงเรียนนครสวรรค์
24 โรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา
25 โรงเรียนวัดสุทธิวราราม
26 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
27 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
28 โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จ.ขอนแก่น
29 โรงเรียนสตรีวิทยา2
30 โรงเรียนพิริยาลัย จ.แพร่
31 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย
32 โรงเรียนสาธิต ม.ขอนแก่น
33 โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จ.เพชรบุรี
34 โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย
35 โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.ตรัง
36 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จ.เชียงราย
37 โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว
38 โรงเรียนโยธินบูรณะ
39 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ราชบุรี
40 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวทยาลัย
41 โรงเรียนจักรคำคณาทร จ.ลำพูน
42 โรงเรียนนารีรัตน์ จ.แพร่
43 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา
44 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จ.นนทบุรี
45 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย
46 โรงเรียนสุรนารีวิทยา จ.นครราชสีมา
47 โรงเรียนอัสสัมชัน
48 โรงเรียนศึกษานารี
49 โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จ.พิษณุโลก
50 โรงเรียนสาธิต มศว.ประสานมิตร
51 โรงเรียนสตรีศรีน่าน จ.น่าน
52 โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย
53 โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี
54 โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนด์
55 โรงเรียนหอวัง
56 โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม
57 โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ
58 โรงเรียนสิรินธร จ.สุรินทร์
59 โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.สตูล
60 โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์
61 โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล
62 โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนีย์)2
63 โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย
64 โรงเรียนชลราษฎรอำรุง
65 โรงเรียนดาราวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
66 โรงเรียนพัทลุง
67 โรงเรียนพิษณุโลกวิทยาคม
68 โรงเรียนลำปางกัลยาณี
69 โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย
70 โรงเรียนนวมินทราชูทิศ บดินทรเดชา
71 โรงเรียนสุรวิทยาคาร จ.สุรินทร์
72 โรงเรียนเชนต์โยเชฟคอนแวนด์
73 โรงเรียนบูรณะรำลึก จ.ตรัง
74 โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม
75 โรงเรียนสารคามวิทยาคม จ.มหาสารคาม
76 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
77 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า
78 โรงเรียนระยองวิทยาคม
79 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.จันทรบุรี
80 โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม
81 โรงเรียนทวีธาภิเศก
82 โรงเรียนชลกันยานุกูล
83 โรงเรียนสาธิต ม.ราชภัฎนครปฐม
84 โรงเรียนมารีย์วิทยา จ.นครราชสีมา
85 โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย
86 โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.มุกดาหาร
87 โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม
88 โรงเรียนสายน้ำผึ้ง
89 โรงเรียนเบญจมราชาลัย
90 โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช
91 โรงเรียนสาธิต ม.ราชภัฎพระนครศรีอยุธยา
92 โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ จ.เพชรบุรี
93 โรงเรียนศรียาภัย จ.ชุมพร
94 โรงเรียนนวมินทราชูทิศ หอวัง นนทบุรี
95 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จ.อุดรธานี
96 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ
97 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช
98 โรงเรียนสาธิต(พิบูลย์บำเพ็ญ) ม.บูรพา
99 โรงเรียนวิสุทธังษี จ.กาญจนบุรี
100 โรงเรียนนวมินทราชูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า
ข้อมูลอ้างอิงจาก : http://www.rw.ac.th/main/index.php?

เคล็ดลับ 13 ประการเพื่อการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ

เคล็ดลับ 13 ประการเพื่อการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ

วางแผนสำหรับเปิดเทอมใหม่ เพื่อเป้าหมายดีๆ ในอนาคต เริ่มตอนนี้ไม่มีวันสายเกินไปแน่นอนจ้า

1. รับผิดชอบ
– รับผิดชอบตนเอง ไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ เป็นผู้ชนะจากความสามารถของตน

2. เริ่มต้นดี
  – ช่วงเดือนแรกในรั้วมหาวิทยาลัย ถือเป็นช่วงวิกฤตของน้องใหม่ หากเริ่มต้นดี ความสำเร็วจะไม่อยู่ไกลเกินเอื้อม

3. กำหนดเป้าหมายในการเรียนอย่างแน่วแน่
  – กำหนดเป้าหมายในการเรียนให้ชัดเจน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และทุ่มเทความพยายามให้บรรลุเป้าหมายนั้น

4. วางแผน และจัดการ
– มีการวางแผน จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมที่ต้องทำ หากทำตารางเวลาเป็นรายสัปดาห์ได้ยิ่งดี

5. มีวินัยต่อตนเอง
  – เมื่อกำหนดเป้าหมาย วางแผน และจัดการ ตามข้อ 4 และ 5 แล้วต้องสัญญากับตนเองอย่างแน่วแน่ที่จะมีวินัย และปฏิบัติตาม

6. อย่าล้าสมัย
– วิทยาการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การค้นคว้าหาความรู้ ต้องอิงกับข้อมูลที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์

7. ฝึกฝนตนเองให้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
– ศึกษาข้อเสนอแนะในคู่มือเล่มนี้ และฝึกทักษะการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ติดตัวตลอดไป

8. เตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่ชั้นเรียน
– เตรียมตัวเป็นผู้ใฝ่หาความรู้อย่างแข็งขัน หากเป็นไปได้เตรียมอ่านเอกสารที่จะเรียนมาก่อนเข้าห้องเรียน

9. มุ่งมั้น จดจ่อต่อบทเรียน
– มีสมาธิ สนใจ ตั้งใจ เวลาอาจารย์สอน ไม่เข้าเรียนเพื่อพูดคุยกัน ซังกะตาม รอเวลาเลิกชั้น

10. เป็นตัวของตัวเอง
– รู้จักคิดและทำ ด้วยความสามารถของตนเองคิดเสมอว่าเราเป็นผู้หนึ่งที่มีศักยภาพสูง

 11. มีความกระตือรือล้น
– ความสำเร็จเป็นของผู้ที่มีความริเริ่ม เป็นฝ่ายรุกที่จะมุ่งหน้า และคว้าความสำเร็จเป็นของตน

12. มีสุขภาพดี
– อย่าลืมใส่ใจต่อสุขภาพร่างกาย กิจกรรมนันทนาการ และกิจกรรมสังคม วางแผนจัดเวลาต่อสิ่งเหล่านี้ให้พอเหมาะ

13. เรียนอย่างมีความสุข
– พยายามเก็บเกี่ยวความน่าสนใจในบทเรียน คิดเสมอว่าทุกวิชาน่าเรียนรู้ น่าสนุกทั้งนั้น แล้วท่านจะพบว่า เราก็เรียนอย่างมีความสุขได้

 ที่มา : http://webboard.yenta4.com/topic/211548

ประวัติสุนทรภู่

สุนทรภู่ จินตกวีเอกของไทย และของโลก

สุนทรภู่ เป็นกวีไทยที่มีชื่อเสียง และมีความเป็นเอกในเชิงกลอน ท่านได้รับเกียรติจาก องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม หรือนัยหนึ่งคือเป็น กวีเอกของโลก  เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๒๙   นับว่าท่านเป็นกวีสามัญเพียงคนเดียวที่ได้รับการสดุดียกย่องอย่างสูงส่งถึงขั้นเป็นกวีเอกของโลก

ประวัติสุนทรภู่ วัยเด็ก

วัยเด็ก (พ.ศ.๒๓๒๙ – ๒๓๔๙): อายุแรกเกิด – ๒๐ ปี

สุนทรภู่ เป็นบุตร ขุนศรีสังหาร (พลับ) นายทหารประจำป้อมปืนพระราชวังบวรสถานพิมุข (พระราชวังหลัง หรือวังหลัง) และแม่ช้อย แม่นมของพระองค์เจ้าจงกล หรือ เจ้าครอกทองอยู่ พระธิดาในกรมพระราชวังหลัง เกิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘  เวลาสองโมงเช้า (๘.๐๐ น.) ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙ ที่บ้านใกล้กำแพงวังหลัง คลองบางกอกน้อย

สุนทรภู่เกิดได้ไม่นานบิดามารดาก็หย่าจากกัน ฝ่ายบิดากลับไปบวชที่บ้านกร่ำเมืองแกลง (อ.แกลง จ.ระยองปัจจุบันนี้) ส่วนมารดาคงเป็นนางนมของพระองค์เจ้าจงกล ต่อไป และได้แต่งงานมีสามีใหม่ โดยมีบุตรกับสามีใหม่ ๒ คนเป็นหญิง ชื่อฉิมและนิ่ม ส่วนตัวสุนทรภู่เองก็ได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่เล็กแต่ น้อย  เมื่ออายุสมควรที่จะเรียนหนังสือแล้วก็ได้ไปเรียนหนังสือที่วัดชีปะขาว หรือวัดศรีสุดารามในปัจจุบัน  หลังจากได้ร่ำเรียนจบแล้ว สุนทรภู่ก็ไปทำหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือในวัดชีปะขาว จนกระทั่งอายุได้ ๑๘ ปี  จึงได้ไปรับราชการเป็นเสมียน

อย่างไรก็ดี  เนื่องจากสุนทรภู่มีนิสัยเจ้าบทเจ้ากลอน รักในการแต่งกลอน แต่งบทสักวามากกว่าอย่างอื่น จึงทำให้สุนทรภู่ลาออกจากราชการ และกลับไปอาศัยในพระราชวังหลังตามเดิม พร้อมทั้งนำตนเองเข้าสู่โลกวรรณกรรม ทว่าสุนทรภู่ได้เกิดไปรักใคร่กับแม่จัน นางข้าหลวงในพระราชวังหลัง  ครั้นความทราบถึงกรมพระราชวังหลัง พระองค์ก็ทรงกริ้ว รับสั่งให้นำสุนทรภู่ และแม่จันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน  เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๓๔๙ ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา เพราะเป็นประเพณีแต่โบราณที่จะมีการปล่อยนักโทษเพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่ พระมหากษัตริย์ หรือพระราชวงศ์ชั้นสูง เมื่อเสด็จสวรรคตหรือทิวงคตแล้ว

แม้จะพ้นโทษ สุนทรภู่ และแม่จันก็ยังมิอาจสมหวังในรักเพราะผู้ใหญ่ของฝ่ายแม่จันคอยกีดกัน ทำให้สุนทรภู่ตัดสินใจไปถวายตัวเป็นศิษย์ของพระองค์เจ้าปฐมวงศ์พระโอรสองค์ เล็กในกรมพระราชวังหลังซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดบางหว้าใหญ่ หรือวัดระฆังโฆสิตารามในปัจจุบันนั่นเอง

ต่อมาพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ทรงมีรับสั่ง ใช้สุนทรภู่ให้ไปยังเมืองบางปลาสร้อย (จังหวัดชลบุรี ในปัจจุบัน) และเป็นการใช้งานอย่างกระทันหัน ชนิดที่สุนทรภู่ไม่ทันได้เตรียมตัวเลย  สุนทรภู่ได้เดินทางไปยังเมืองบางปลาสร้อยตามรับสั่ง นอกจากนี้ยังได้ถือโอกาสไปเยี่ยมบิดาซึ่งบวชอยู่ที่วัดป่ากร่ำ เมืองแกลงด้วย  เพราะนับตั้งแต่จำความได้ สุนทรภู่ไม่เคยได้เห็นหน้าพ่อเลย เห็นแต่หน้าพ่อเลี้ยง (สามีใหม่ของแม่ช้อย) ซึ่งไม่ค่อยจะลงรอยสักเท่าใดนัก

สุนทรภู่ออกเดินทางโดยนั่งเรือประทุนไปยังเมืองแกลง โดยออกจากกรุงเทพเมื่อเดือน ๓ (เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๔๙) เวลาประมาณเที่ยงคืน ณ ท่าน้ำวัดระฆังโฆสิตาราม โดยมีผู้เดินทาง ๔ คน เป็นศิษย์รุ่นน้องและคนนำทาง สุนทรภู่เดินทางในครั้งนี้ใช้เวลานานถึง ๗ เดือน โดยที่สุนทรภู่เดินทางกลับกรุงเทพฯ เมื่อเดือน ๙ (เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๓๔๙)  และด้วยเหตุนี้นี่เอง จึงทำให้สุนทรภู่ได้แต่งนิราศเรื่องแรกในชีวิตนั่นคือ นิราศเมืองแกลง โดยแต่งขึ้นในปีพ.ศ.๒๓๕๐ ขณะมีอายุเพียง ๒๑ ปีเท่านั้น  อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ก็เกิดอาการเจ็บป่วยเกือบถึงชีวิต จากการเดินทางครั้งนั้นด้วย

 

ประวัติสุนทรภู่ ก่อนรับราชการ

ก่อนรับราชการ (พ.ศ.๒๓๔๙ – ๒๓๕๙): อายุ ๒๑ – ๓๐ ปี

สุนทรภู่หลังจากกลับจากเมืองแกลงแล้ว  สุนทรภู่ก็ได้ไปเป็นมหาดเล็กในพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตารามเช่นเคย  ในช่วงนี้สุนทรภู่ก็สมหวังในรักเมื่อพระองค์เจ้าจงกล หรือเจ้าครอกทองอยู่ได้ไปสู่ขอแม่จันมาเป็นภรรยา และสุนทรภู่ก็ได้แม่จันมาเป็นภรรยาสมใจ  แต่อย่างไรก็ดี เมื่อแต่งงานกันไปได้เพียง ๕ เดือน  เนื่องด้วยสุนทรภู่เป็นคนเจ้าชู้ ติดเหล้า และมีเพื่อนฝูงมาก ทำให้เริ่มมีปากเสียงกับแม่จัน ยังไม่ทันได้คืนดีสุนทรภู่ก็ต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระ พุทธบาทจ.สระบุรี ในวันมาฆบูชาเมื่อขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๓ ปีพ.ศ.๒๓๕๐ (วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๕๐) และนี่เองที่สุนทรภู่ได้แต่งนิราศเรื่องที่ ๒ ของตนขึ้น คือ นิราศพระบาท สุนทรภู่ตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์กลับถึงกรุงเทพฯ ในวันแรม ๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีพ.ศ.๒๓๕๐ (วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๕๐)

สุนทรภู่มีบุตรกับแม่จัน ๑ คนเป็นชายชื่อพัด  แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่น เพราะสุนทรภู่ยังคงประพฤติตนเป็นคนขี้เหล้า และเจ้าชู้ต่อไป ในที่สุดแม่จันก็ทนไม่ไหว ขอหย่าร้างสุนทรภู่ไป ส่วนพัดนั้น พระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอกทองอยู่) ได้รับอุปการะเลี้ยงดูหนูพัดนั้นไว้ แต่หลังการหย่าร้างแม่จันไม่นาน ก็ไปได้ภรรยาคนที่ ๒ ชื่อ แม่นิ่ม ชาวสวนบางกรวย และมีบุตรด้วยกัน ๑ คนเป็นชายชื่อตาบ แต่ว่าหลังจากแม่นิ่มคลอดหนูตาบแล้ว ก็เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะตลอดมา และก็ตายไปเมื่อลูกยังอายุน้อยนี่เอง สุนทรภู่ก็กลายเป็นคนขี้เมาจนแทบจะเสียคน เพื่อจะให้ลืมความรักที่ขมขื่น  และก็พาหนูตาบไปฝากไว้ให้เจ้าครอกทองอยู่เป็นผู้เลี้ยงไว้เช่นเคยในวังหลัง คู่กับหนูพัด ส่วนสุนทรภู่ก็หนีไปเพื่อบารมีของหม่อมบุนนาค พระชายาในกรมพระราชวังหลังที่จังหวัด เพชรบุรี  และทำไร่ทำนาอยู่กับหม่อมบุญนาค ดังความตอนหนึ่งในนิราศเมืองเพชร ที่ท่านย้อนรำลึกความหลังสมัยยังหนุ่มว่า

ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุญนาค    เมื่อยามยากจนมาได้อาสัย
มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล    มาทำไร่ทำนาท่านการุญ

นักเลงกลอนอย่างท่านสุนทรภู่ ทำไร่ทำนาอยู่นานก็ชักเบื่อ   หลังจากอยู่กับหม่อมบุนนาคมาได้ ๖ ปี  สุนทรภู่ได้เดินทางกลับมากรุงเทพฯอีกครั้ง เมื่ออายุได้ ๒๗ ปี โดยมาอาศัยอยู่กับพระองค์เจ้าปฐมวงศ์อีกเช่นเคย แล้วหากินโดยการรับจ้างแต่งเพลงยาว บอกบทสักวา จนถึงบอกบทละครนอก และในช่วงนั้นเองสุนทรภู่ก็ได้แต่งนิทานเรื่องแรกของท่าน (สมัยนั้นเรียกกลอนนิทาน) ได้แก่เรื่อง โคบุตร ความยาว ๘ เล่มสมุดไทย เพื่อถวายแด่พระองค์เจ้าปฐมวงศ์ การที่เกิดมีนิทานเรื่องใหม่ๆ ทำให้เป็นที่สนใจมาก เพราะสมัยนั้นมีแต่กลอนนิทานจักรๆ วงศ์ๆ ไม่กี่เรื่อง ซ้ำไปซ้ำมาจนคนอ่านคนดูรู้เรื่องตลอดหมดแล้ว  นิทานของท่านทำให้นายบุญยัง เจ้าของคณะละครนอกชื่อดังในสมัยนั้น มาติดต่อว่าจ้างสุนทรภู่ ท่านจึงได้ร่วมคณะละครของนายบุญยัง  เป็นทั้งคนแต่งบท และบอกบทเดินทางเร่ร่อนไปกับคณะละครจนทั่ว ดังตอนหนึ่งใน นิราศสุพรรณคำโคลง ท่านรำลึกถึงครั้งเดินทางกับคณะละครว่า

บางระมาดมิ่งมิตรครั้ง    คราวงาน
บอกบทบุญยังพยาน    พยักหน้า
ประทุนประดิษฐาน    แทนฮ่อง หอเอย
แหวนประดับกับผ้า    พี่อ้างรางวัล

ต่อมาไม่นาน ในปีพ.ศ.๒๓๕๘  สุนทรภู่ได้เขียนนิทานเรื่องสำคัญที่สุด และมีชื่อเสียงมากที่สุดนั่นคือเรื่อง พระอภัยมณี  ซึ่งมีความยาว ๙๔ เล่มสมุดไทย เพียงแต่ว่ายังคงแต่งเพียงช่วงต้นเรื่องเท่านั้น (ช่วงปลายเรื่องนั้น สุนทรภู่แต่งขึ้นเพื่อถวายแด่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ดูที่ช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน) ซึ่งนิทานเรื่องนี้แปลกแหวกแนวยิ่งกว่านิทานจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใดที่เคยมีมา เป็นนิทานที่มีทุกรสชาติ  ซึ่งจากนิทานเรื่องพระอภัยมณีนี้ ก็ทำให้คณะละครนายบุญยังโด่งดังเป็นพลุ และเป็นที่ต้องการของใครต่อใคร  และแน่นอนชื่อเสียงของท่านสุนทรภู่ก็โด่งดังไปไม่แพ้กันทั่วทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียง

 

ยุคทองของสุนทรภู่

ยุคทองสุนทรภู่ (พ.ศ.๒๓๕๙ – ๒๓๖๗): อายุ ๓๑ – ๓๘ ปี

สุนทรภู่ ได้เข้าสู่ยุคซึ่งตนเองประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต เมื่อเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เนื่องด้วยพระองค์ทรงเป็นมหากวี และทรงสนพระทัยเรื่องการละครเป็นอย่างยิ่ง  ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการกวดขันฝึกหัดวิธีรำจนได้เป็นแบบอย่างของละครรำ มาตราบจนทุกวันนี้ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครขึ้นใหม่อีกถึง ๗ เรื่อง เช่นเรื่องอิเหนา และเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น

สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในปี พ.ศ.๒๓๕๙ ในกรมพระอาลักษณ์  หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงสนพระทัยในฝีมือของสุนทรภู่ และยังทรงพอพระทัยในไหวพริบปฏิภาณของสุนทรภู่ด้วย เรื่องราวของสุนทรภู่ที่ได้แสดงฝีมือเป็นที่พอพระทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัยเล่าว่า  ครั้งหนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ถึงตอนนางสีดาผูกคอตาย  บทพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ ซึ่งเล่นละครกันมากล่าวบทนางสีดาตอนเมื่อจะผูกคอตายว่า

เอาภูษาผูกศอให้มั่น     แล้วพันกับกิ่งโศกใหญ่
หลับเนตรจำนงปลงใจ        อรไทก็โจนลงมา

ต่อไปก็เป็นบทของหนุมานที่ว่า

บัดนั้น                    วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ครั้นเห็นองค์อัครกัลยา        ผูกศอโจนมาก็ตกใจ
ตัวสั่นเพียงสิ้นชีวิต             ร้อนจิตดังหนึ่งเพลิงไหม้
โลดโผนโจนลงตรงไป        ด้วยกำลังว่องไวทันที (เชิด)
ครั้นถึงจึงแก้ภูษาทรง   ที่ผูกศอองค์พระลักษมี
หย่อนลงยังพื้นปัถพี            ขุนกระบี่ก็โจนลงมา

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงติว่าบทเก่าตรงนี้ กว่าหนุมานจะเข้าช่วยเหลือนางสีดาได้ นางสีดาก็คงตายไปแล้ว จึงทรงพระราชนิพนธ์ตอนนี้ใหม่ หวังจะให้หนุมานได้เข้าช่วยเหลือนางสีดาได้โดยเร็ว ทรงแต่งบทนางสีดาว่า

จึงเอาผ้าผูกผันกระสันรัด    แล้วพันกับกิ่งโศกใหญ่
หลับเนตรจำนงปลงใจ             อรไทก็โจนลงมา

แต่แล้วก็เกิดขัดข้องที่ว่า จะแต่งบทหนุมานอย่างไรให้แก้นางสีดาได้โดยเร็ว เหล่ากวีที่ปรึกษาของพระองค์ก็ไม่มีใครสามารถแต่งบทให้เป็นที่พอพระราชหฤทัย ได้พระองค์จึงโปรดให้สุนทรภู่ซึ่งหมอบเฝ้าอยู่ด้วยลองดู สุนทรภู่ได้แต่งว่า

ชายหนึ่งผูกศออรไท      แล้วทอดองค์ลงไปจะให้ตาย
บัดนั้น                      วายุบุตรแก้ได้ดังใจหมาย

ปรากฏว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงยกย่องว่าสุนทรภู่แต่งได้เก่ง อีกคราวหนึ่งเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ตอนศึกสิบขุนสิบรถ ทรงพระราชนิพนธ์บทในช่วงชมรถของทศกัณฐ์ว่า

รถที่นั่ง                         บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล     ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง          เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
สารถีขี่ขับเข้าดงแดน               พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ

ทรงพระราชนิพนธ์มาได้เพียงเท่านี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไรให้สมกับที่รถใหญ่โตปานนั้นก็นึกไม่ออก จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ สุนทรภู่ก็ได้แต่งต่อว่า

นทีตีฟองนองระลอก                 กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน     อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท      สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือน              คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา

กลอนบทนี้เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก  นับแต่นั้นพระองค์ก็ทรงนับสุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษาด้วยอีกคนหนึ่ง ทรงตั้งให้สุนทรภู่เป็นที่ ขุนสุนทรโวหาร พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนหลวงอาศัยที่ท่าช้าง และให้มีตำแหน่งเข้าเฝ้าฯ เป็นเนื่องนิจ  แม้เวลาเสด็จประพาสก็โปรดฯ ให้สุนทรภู่ลงเรือพระที่นั่งไปด้วย เป็นพนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน

ระหว่างที่สุนทรภู่รับราชการ และพักอยู่ที่เรือนหลวงซึ่งได้รับพระราชทานมานั้น  ก็ได้รับบุตรชายทั้ง ๒ คนคือ พัด และ ตาบ ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดากัน ที่เดิมเจ้าครอกทองอยู่ได้ทรงพระเมตตารับอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้ง ๒ ของสุนทรภู่เอาไว้ให้กลับมาอยู่ด้วยกันที่เรือนหลวงแห่งนี้  แต่ว่ารับราชการไปนานขึ้น เนื่องด้วยสุนทรภู่เป็นคนใจกว้าง และมีเพื่อนฝูงมาก ทำให้การเลี้ยงดูสนุกสนานกินเหล้าเมายาเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนญาติผู้ใหญ่ต้องเตือนสุนทรภู่ แต่สุนทรภู่ก็มิได้เชื่อฟัง กลับหาเรื่องชกต่อยญาติผู้ใหญ่ท่านดังกล่าว จนถูกทูลถวายฎีกากล่าวโทษ  ครั้นความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็ทรงกริ้วสุนทรภู่ สั่งให้นำตัวสุนทรภู่ไปขังคุกไว้ ซึ่งถือเป็นการเข้าคุกครั้งที่ ๒ ของสุนทรภู่ (ครั้งแรกคือเมื่อติดคุกกับแม่จัน ภรรยาคนแรก) เมื่อราวปีพ.ศ.๒๓๖๗  และในช่วงที่ติดคุกนี้เอง สุนทรภู่ก็ได้แต่งนิทานคำกลอนออกมาขายโดยเป็นบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม ขนาด ๑ เล่มสมุดไทย

แต่แล้ว ก็ถึงคราวโชคดีของสุนทรภู่  เมื่อคราหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องหนึ่งเรื่อง ใดติดขัด แล้วไม่มีผู้ใดจะต่อกลอนให้พอพระราชหฤทัยได้ ทำให้พระองค์ทรงมีรับสั่งให้ไปเบิกตัวสุนทรภู่จากคุกเพื่อให้มาช่วยต่อกลอน ซึ่งสุนทรภู่สามารถต่อกลอนให้เป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัยได้ ทำให้พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษแด่สุนทรภู่ และให้เข้ากลับมารับราชการตามเดิม

หลังจากที่สุนทรภู่ได้รับพระราชทานอภัยโทษกลับเข้ามารับราชการในตำแหน่งขุน สุนทรโวหาร กวีที่ปรึกษาตามเดิมแล้ว  ในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้สุนทรภู่ไปเป็นพระอาจารย์สอนหนังสือให้แก่ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระโอรสในเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี  ซึ่งในขณะนั้นทรงมีพระชันษา ๕ ปี  สุนทรภู่ได้ถวายพระอักษรเจ้าฟ้าอาภรณ์จนทรงอ่านออกเขียนได้แล้ว  สุนทรภู่จึงได้แต่งสุภาษิตคำกลอนถวายเรื่องหนึ่งคือเรื่อง สวัสดิรักษา ความยาว ๑ เล่มสมุดไทย  ในปีพ.ศ.๒๓๖๗


สุนทรภู่ยุคออกบวช

ยุคออกบวช (พ.ศ.๒๓๖๗ – ๒๓๘๕): อายุ ๓๘ – ๕๖ ปี

สุนทรภู่ เข้าสู่ยุคซึ่งถือว่าเป็นจุดพลิกผันทำให้ตนเองต้องตกระกำลำบากอย่างมาก ถึงขั้นต้องซัดเซพเนจรไปทั่ว โดยหลังจากที่สุนทรภู่รับราชการในกรมอาลักษณ์ นานถึง ๓ ปี เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต นอกจากแผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิต ได้ถึงเป็นกวีที่ปรึกษาในราชสำนักก็พลอยหมดวาสนาไปด้วย  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ถึงเหตุที่สุนทรภู่ไม่กล้ารับราชการต่อในแผ่นดินพระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวดังนี้

เล่ากันว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละคร เรื่องอิเหนา ทรงแบ่งตอนนางบุษบาเล่นธาร เมื่อท้าวดาหาไปใช้บนพระราชทานให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้นดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงแต่ง และเมื่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงวันจะอ่านถวาย พระองค์ทรงมีรับสั่งวานสุนทรภู่ให้ช่วยตรวจดูเสียก่อน สุนทรภู่อ่านแล้วกราบทูลว่า เห็นดีอยู่แล้ว ครั้นถึงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จออก เมื่อโปรดให้อ่านต่อหน้ากวีที่ทรงปรึกษาพร้อมกัน ถึงบทแห่งหนึ่งที่ว่า “น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัวปลาแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว” สุนทรภู่ติว่ายังไม่ดี และขอแก้เป็น “น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลาว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว” ทรงโปรดตามที่สุนทรภู่แก้ พอเสด็จขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงกริ้ว และดำรัสว่า เมื่อขอให้ตรวจ ทำไมจึงไม่แก้ไข แกล้งนิ่งเอาไปไว้ติหักหน้ากลางคัน เป็นเรื่องที่ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ครั้งหนึ่ง

อีกครั้งหนึ่ง รับสั่งให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งบทละครเรื่องสังข์ ทอง    ตอนท้าวสามลจะให้ลูกสาวเลือกคู่  ทรงแต่งคำปรารภของท้าวสามลว่า “จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วสมมาดปรารถนา” ครั้นถึงเวลาอ่านถวาย สุนทรภู่ถามขึ้นว่า “ลูกปรารถนาอะไร” พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องแก้เป็นว่า “จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา” ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งประมาทอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มาจน ตลอดรัชกาลที่ ๒

จะว่าโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจเพียงคิดได้ด้วยเฉพาะหน้าตรงนั้นก็ตาม  สุนทรภู่ก็ได้ทำการไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย ประกอบกับความอาลัยเสียใจหนักหนาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่จึงลาออกจากราชการ ซึ่งในช่วงนั้นสุนทรภู่เริ่มกลับมาตกระกำลำบากเหมือนเมื่อช่วงก่อนที่จะเข้า รับราชการ  ไม่มีบ้านที่จะอาศัยต้องอาศัยอยู่กับพัด และตาบ ผู้เป็นบุตรกันอยู่ ๓ คน พ่อลูก  จะหันหน้าไปพึ่งมารดา (คือแม่ช้อย) ก็เข้ากับพ่อเลี้ยงไม่ได้  จะหันไปพึ่งพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ซึ่งทรงประทับ ณ วัดระฆัง ก็กระดากใจ เพราะพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว จะไปเป็นศิษย์วัดเหมือนสมัยยังหนุ่ม ก็ดูจะกระไรอยู่  นอกจากนี้ บรรดาเพื่อนฝูงหรือเจ้านายพระองค์ใดก็ไม่กล้ารับอุปการะช่วยเหลือสุนทรภู่ เพราะเกรงพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงไม่โปรดสุนทรภู่   แม้แต่เจ้าฟ้าอาภรณ์ที่สุนทรภู่เป็นพระอาจารย์สอนหนังสือให้ ก็ยังทรงเมินเฉย ไม่ยอมรับอุปการะช่วยเหลือทำให้สุนทรภู่ตกระกำลำบาก  จนกระทั่งสุดท้าย สุนทรภู่ตัดสินใจเข้าสู่ใต้ร่มกาสาวพักตร์  เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ได้เผยความในใจนี้ ในตอนหนึ่งของนิราศภูเขาทองว่า

จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย      ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา                  ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป

สุนทรภู่ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ในปีวอก พ.ศ.๒๓๖๗  ขณะมีอายุได้ ๓๘ ปี ณ วัดระฆังโฆสิตาราม  โดยมีพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ทรงอุปถัมภ์การบวชครั้งนี้และเมื่อบวชแล้วก็ได้ เริ่มจำพรรษาอยู่ที่วัดเลียบ หรือวัดราชบูรณะ ในปัจจุบันนั่นเอง

หลังจากที่ท่านได้อุปสมบทแล้ว  หลังจากที่ได้จำพรรษาในวัดเลียบได้ประมาณปีหนึ่ง ก็ได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่าง  เล่ากันว่า ท่านได้เดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆ หลายแห่ง เช่น เมืองพิษณุโลก เมืองประจวบคีรีขันธ์ จนถึงเมืองถลางหรือภูเก็ต และเชื่อกันว่า ท่านคงจะเขียนนิราศเมืองต่างๆนี้ไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่ยังค้นหาต้นฉบับไม่พบ  ราวปี พ.ศ.๒๓๗๐ ท่านก็กลับมาจำพรรษาที่วัดราชบูรณะ หรือวัดเลียบ  แต่หลังจากกลับมาอยู่ได้ไม่นาน สุนทรภู่เกิดอธิกรณ์ (ความผิด) ขึ้น หลังจากที่สุนทรภู่ได้ไปทะเลาะวิวาทกับพระลูกวัด อาจด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง (บางแห่งสันนิษฐานว่าท่านเมาสุรา) ทำให้ถูกเจ้าอาวาสขับสุนทรภู่ออกจากวัด

สุนทรภู่เมื่อถูกขับออกจากวัดเลียบแล้ว ก็กลับมาอยู่ในสภาพตกระกำลำบาก ไร้ที่อยู่อาศัยอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งสุนทรภู่เริ่มเบื่อหน่ายกับการจำพรรษาที่วัดในกรุงเทพฯ ทำให้ท่านตัดสินใจไปจำพรรษาที่วัดซึ่งห่างไกลจากความเจริญ  โดยที่หลังจากท่านได้รับกฐินในปลายปี พ.ศ.๒๓๗๑ ท่านก็ออกเดินทางไปกรุงเก่า (พระนครศรีอยุธยา) ไปพร้อม พัด ลูกชายคนโต โดยที่ลงเรือที่หน้าวัด และก็ออกเดินทางทันที แต่ปรากฏว่าท่านกลับมิได้ตัดสินใจจำพรรษาที่กรุงเก่าตามที่ได้ตั้งใจไว้

อย่างไรก็ดี ท่านเดินทางไปไหว้สักการะพระเจดีย์ภูเขาทอง ซึ่งตั้งอยู่ ณ ที่นั่น พร้อมด้วยหนูพัด ลูกชายคนโตนั่นเอง และหลังจากนั้นสุนทรภู่ก็ได้เดินทางกลับมายังกรุงเทพฯ  แต่ได้ย้ายวัดมาจำพรรษาอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง)  และที่นั่นเอง สุนทรภู่ก็ได้แต่งนิราศภูเขาทอง  อันเป็นนิราศเรื่องเยี่ยมที่สุดของท่าน และเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของวงการกวีไทย เพราะได้รับการยกย่องทั้งความไพเราะของบทกลอน และการดำเนินเรื่องที่ซาบซึ้งกินใจ  โดยที่สุนทรภู่ได้บรรยายระยะเวลา ๓ ปี แห่งความลำบากของท่านขณะที่ท่านอุปสมบทอยู่  ซึ่งท่านลำบากมากจนแทบเอาชีวิตไม่รอด  โดยท่านรำพันไว้ว่า

จะสึกหาลาพระอธิษฐาน      โดยกันดารเดือดร้อนสุดผ่อนผัน
พอพวกพระอภัยมณี ศรีสุวรรณ      เธอช่วยกันแก้ร้อนค่อยหย่อนเย็น
อยู่มาพระสิงหะไตรภพโลก          เห็นเศร้าโศกแสนแค้นสุดแสนเข็ญ
ทุกค่ำคืนฝืนหน้าน้ำตากระเด็น      พระโปรดเป็นที่พึ่งเหมือนหนึ่งพัก
ดังไข้หนักรักษาวางยาทิพย์        ฉันทองหยิบฝอยทองไม่ต้องสึก
ค่อยฝ่าฝืนชื่นฉ่ำดังอำมฤค         แต่ตกลึกเหลือที่จะได้สบายฯ

เมื่อพระสุนทรภู่ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม หรือวัดแจ้ง  ปีพ.ศ.๒๓๗๒ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงฝากเจ้าฟ้ากลาง (ต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงเป็นต้นราชสกุล มาลากุล) และเจ้าฟ้าปิ๋ว พระโอรสองค์กลาง และองค์น้อย ซึ่งมีพระชันษาได้ ๑๑ ปี และ ๘ ปีตามลำดับให้เป็นศิษย์ของสุนทรภู่  โดยที่สุนทรภู่ได้สั่งสอนจนพระโอรสทั้ง ๒ ทรงอ่านออกเขียนได้ และนอกจากนี้ สุนทรภู่ยังได้แต่ง เพลงยาวถวายโอวาท ซึ่งเป็นผลงานประเภทกลอนสุภาษิตเพื่อถวายแด่พระโอรสทั้ง ๒ อีกด้วย การมีศิษย์ชั้นเจ้าฟ้าเช่นนี้จึงทำให้พระสุนทรภู่อยู่สุขสบายขึ้น  พระสุนทรภู่อยู่วัดอรุณราชวรารามราว ๒ ปี  จึงข้ามฟากมาจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์

เล่ากันถึงสาเหตุที่พระสุนทรภู่ย้ายวัดมาก็เพราะสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงชักชวนให้มาอยู่ด้วยกัน  สมเด็จฯ ทรงเป็นกวีองค์สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์หนึ่ง เพราะพระองค์ทรงมีความเชี่ยวชาญในการแต่งโคลงกลอน ลิลิต และฉันท์  พระนิพนธ์ของพระองค์นั้นมีมาก ที่สำคัญและมีชื่อเสียงเช่น ลิลิตตะเลงพ่าย, กฤษณาสอนน้อง(คำฉันท์), สมุทรโฆษคำฉันท์ (ตอนท้าย) เป็นต้น และเนื่องจากสมเด็จฯ ทรงคุ้นเคยกับสุนทรภู่ในฐานะที่เป็นกวีด้วยกัน โดยเฉพาะสมัยที่สุนทรภู่เป็นขุนสุนทรโวหารในรัชกาลที่ ๒ ทำให้สุนทรภู่ได้ย้ายที่จำพรรษามาอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามทันที หลังจากบวชได้ประมาณ ๗ – ๘ พรรษา  ซึ่งในขณะนั้น พระสุนทรภู่มีอายุได้ ๔๕ ปี

แต่เมื่อบวชเรียนอยู่ไปได้ไม่นานนัก ชีพจรลงเท้าสุนทรภู่อีกครั้งเมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุ และยาอายุวัฒนะ ถึงแก่อุตสาหะไปค้นหาถึงที่ซึ่งการค้นหายาอายุวัฒนะของท่านในครั้งนี้  ทำให้เกิดนิราศวัดเจ้าฟ้า ขึ้นมา โดยที่นิราศวัดเจ้าฟ้าได้บรรยายเรื่องเล่าการไปขุดค้นหายาอายุวัฒนะของท่าน ที่กรุงเก่า(จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) อีกด้วย

ต่อมาไม่นานนัก  สุนทรภู่ก็ได้ไปจำพรรษาที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์  หลังจากที่ได้รับการเชิญชวนจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเคยผนวชที่วัดพระเชตุพนฯ วัดเดียวกันกับสุนทรภู่  แล้วทรงรู้จัก และคุ้นเคยสุนทรภู่เป็นอย่างดี เพราะทรงโปรดสักวาเป็นอย่างมาก  และเมื่อพระองค์เจ้าลักขณานุคุณทรงลาผนวชแล้ว  ก็ทรงไปประทับที่วังท่าพระ (ปัจจุบันคือบริเวณมหาวิทยาลัยศิลปากร) และก็ยังทรงชักชวนพระสุนทรภู่ให้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ อีกด้วย  เพื่อให้พระองค์สะดวกในการอุปถัมภ์พระสุนทรภู่  โดยระหว่างที่พระสุนทรภู่จำพรรษาที่วัดมหาธาตุฯ นี้

สุนทรภู่ได้แต่งกลอน เฉลิมพระเกียรติพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ  กับ นิราศอิเหนา ตอนบุษบาถูกลมหอบ  ถวายแด่พระองค์เจ้าลักขณานุคุณทั้งสองเรื่อง ต่อมาในปีพ.ศ.๒๓๗๖ สุนทรภู่ได้เดินทางไปนมัสการ พระแท่นดงรัง (ปัจจุบันอยู่ในต.ท่าเรือ อ.ท่าม่วง) ที่จังหวัดกาญจนบุรี  โดยไปพร้อมกับสามเณรกลั่นลูกเลี้ยง โดยที่สามเณรกลั่นนั้นได้แต่ง นิราศพระแท่นดงรัง ขึ้นเรื่องหนึ่ง ซึ่งได้มีบทกลอนตอนหนึ่งซึ่งได้บอกถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อพระสุนทรภู่ว่า

พระคุณใดไม่เท่าคุณพระสุนทร      เหมือนบิดรโดยจริงทุกสิ่งอันฯ

ปรากฏว่าหลังจากที่สุนทรภู่ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์มา ได้ ๓ ปี  พระองค์เจ้าลักขณานุคุณก็ทรงสิ้นพระชนม์ เมื่อปีพ.ศ.๒๓๗๘ ทำให้สุนทรภู่ต้องกลับมาลำบากอีกครั้งหนึ่ง ครานั้น พระสุนทรภู่ได้ตัดสินใจย้ายที่จำพรรษาจากกวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ มายังวัดสระเกศ เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับมารดาของท่าน (คือ แม่ช้อย) ซึ่งได้ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๗ และได้เก็บศพไว้ตั้งบำเพ็ญกุศล โดยยังมิได้ฌาปนกิจ

ครั้นถึงปีพ.ศ. ๒๓๗๙ ท่านตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองสุพรรณบุรี (จ.สุพรรณบุรี) หลังจากที่ได้ทราบข่าวลือว่ามีการค้นพบแร่ชนิดหนึ่งที่จะแปรสภาพให้เป็น ทองคำได้  ซึ่งการเดินทางในครั้งนั้นนับเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นยิ่ง กว่าการเดินทางครั้งที่ผ่านๆมาของท่านสุนทรภู่ เพราะการเดินทางครั้งนั้น ท่านเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากฝูงโขลงช้างที่คอยปกป้องรักษา พระเจดีย์ที่สุนทรภู่คาดว่าเป็นที่ซ่อนแร่ดังกล่าว ซึ่งพระเจดีย์นั้นตั้งอยู่ในป่าลึกบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี รอยต่อชายแดนไทย-พม่า  ซึ่งจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ท่านสุนทรภู่ได้แต่งนิราศอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง นิราศสุพรรณ ซึ่งเป็นนิราศเพียงเรื่องเดียวในชีวิตของสุนทรภู่ ที่ได้แต่งเป็นโคลง เพราะตามปกตินิราศของท่านจะแต่งโดยใช้กลอนเพลงยาว (ภายหลัง เรารู้จักกันในชื่อ กลอนสุภาพ หรือ กลอนแปด) แต่ว่าจริงๆแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ถึงเหตุที่ สุนทรภู่ใช้โคลงในการแต่งนิราศสุพรรณว่า

เมื่อครั้นสุนทรภู่ได้ไปจำพรรษาที่วัด เทพธิดารามนั้น อาจเป็นไปได้ว่าสุนทรภู่ถูกสบประมาทว่าแต่งเป็นแต่กลอนเพลงยาว (กลอนสุภาพ หรือกลอนแปด) สุนทรภู่จึงได้ตัดสินใจแต่งนิราศสุพรรณให้เป็นโคลง และแต่งเรื่อง พระไชยสุริยา ซึ่งกำลังแต่งด้วยขณะที่ท่านสุนทรภู่จำพรรษาให้เป็นกาพย์ไปด้วย เพื่อพิสูจน์ให้ผู้อื่นเห็นว่าสามารถแต่งโคลง และกาพย์ได้เป็นเช่นกัน ไม่ใช่แค่กลอนเพลงยาวเพียงอย่างเดียว

หลังจากที่พระสุนทรภู่ได้เดินทางกลับมาจากเมืองสุพรรณบุรี  ท่านก็ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสระเกศ จนกระทั่งปีพ.ศ.๒๓๘๓  กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระเจ้าพี่นางเธอของพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ  ทรงมีพระเมตตา และได้อุปถัมภ์พระสุนทรภู่โดยให้ย้ายที่จำพรรษาจากวัดสระเกศมาเป็นวัด เทพธิดาราม ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๓  โดยที่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพทรงร่วมบริจาคทรัพย์ในการสร้างวัดนี้ และทรงเดินทางไปบำเพ็ญกุศลที่วัดเทพธิดารามนี้เป็นประจำ     แต่เนื่องด้วยพระองค์ทรงมีพระชนมายุที่สั้น  ทำให้ในปีพ.ศ.๒๓๘๘ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพเสด็จสิ้นพระชนม์  อันเป็นการสร้างความโทมนัสให้กับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดายิ่งนัก

ในระหว่างที่ได้รับการอุปการะจากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ  พระสุนทรภู่มีจิตใจที่สงบและปลอดโปร่งมากที่สุด  ฉะนั้นเมื่อกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพทรงพอพระทัยในนิทาน พระอภัยมณีที่สุนทรภู่ได้แต่งค้างไว้ยังไม่จบ ทำให้สุนทรภู่ต้องนำมาแต่งต่อ และขึ้นถวายเดือนละ ๑ เล่มสมุดไทย

นอกจากนี้แล้ว สุนทรภู่ยังเขียน กาพย์พระไชยสุริยา เป็นเรื่องราวสำหรับสอนศีลธรรมซึ่งสะท้อนสังคมในยุคสมัยนั้น  พระสุนทรภู่แต่งออกเป็น ๓ ชนิด สำหรับสอนอ่าน ผัน และสะกด  นอกจากนี้เหล่านิทานคำกลอนเรื่องต่างๆที่พระสุนทรภู่แต่งค้างคาไว้เมื่อ ครั้นรัชกาลที่ ๒ ก็นำออกมาแต่งต่อ ได้แก่เรื่อง สิงหไตรภพ ลักษณวงศ์ เป็นต้น

แต่แล้วหลังจากที่สุนทรภู่จำพรรษาได้ไปประมาณ ๓ พรรษา  คืนวันหนึ่งหลังจากที่ท่านสวดมนต์ไหว้พระแล้ว ท่านจำวัดในกุฎิแล้วฝันไปว่า  ตัวท่านนั้นกำลังว่ายน้ำอยู่ในทะเลใกล้จะหมดแรงแล้ว  แต่ทันใดนั้นก็มีมือหนึ่งยื่นออกมาฉุดท่านไว้มิให้จมน้ำ ปรากฏว่าเป็นหญิงสาว แล้วพาท่านมาที่วัด  ในฝันท่านเห็นพระศิลาขาวผ่องดั่งสำลี (คาดว่าเป็นหลวงพ่อขาว พระประธานในพระอุโบสถ วัดเทพธิดาราม) และพระทอง ๒ องค์ล้วนทรงเครื่อง (พระพุทธรูปทรงเครื่องในพระอุโบสถ ที่ประดิษฐานอยู่ ๒ ข้างองค์หลวงพ่อขาว)  โดยที่ในความฝันนั้น ท่านอยู่ในหมู่เทพธิดานางฟ้าที่เข้ามารายล้อมตัวท่าน และต่างชวนท่านไปอยู่บนสวรรค์ แถมบอกท่านอีกว่าชะตาขาดจะต้องตายในปีนี้

หลังจากพระสุนทรภู่ตื่นจากความฝัน ท่านก็ตกใจมาก รีบจดวัน เดือน ปีที่ท่านฝันทันที ซึ่งตรงกับวันจันทร์ เดือน ๘ ปีขาล พ.ศ.๒๓๘๕ หลังจากนั้นท่านจึงแต่งรำพันพิลาป ขึ้น เพื่อเป็นการอำลาชีวิตสมณเพศของท่าน ซึ่งอยู่มานานถึง ๑๘ ปี โดยในรำพันพิลาปได้มีบทกลอนระบุเหตุด้วยดังนี้

โอ้ยามนี้ปีขาลสงสารวัด      เคยโสมนัสในอารามสามวสา
สิ้นกุศลผลบุญกรุณา                จะจำลาเลยลับไปนับนาน

และหลังพรรษาในปีนั้นนี่เอง  พระสุนทรภู่ก็ตัดสินใจลาสิกขาบท ออกมาใช้ชีวิตทางโลกอีกครั้งหลังจากครองสมณเพศนานถึง ๑๘ ปี ซึ่งขณะนั้นท่านอายุได้ ๕๖ ปี  แต่ว่าฝันนั้นดูแล้วไม่น่าจะเป็นลางร้าย  กลับเป็นเหมือนลางบอกเหตุว่าสุนทรภู่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก่อนจะ ถึงวันสุดท้ายของชีวิตต่างหาก

 

บั้นปลายชีวิตสุนทรภู่

บั้นปลายชีวิต (พ.ศ.๒๓๘๕ – ๒๓๙๘): อายุ ๕๖ – ๖๙ ปี

สุนทรภู่ ในช่วงบั้นปลายชีวิต ก็เริ่มมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นทรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์  โปรดอุปถัมภ์ให้สุนทรภู่ไปอยู่พระราชวังเดิม ซึ่งพระองค์ประทับอยู่ในขณะนั้นด้วย (พระราชวังเดิม คือพระราชวังที่เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ปัจจุบันเป็นที่ทำการกองทัพเรือ)  ซึ่งทำให้ชีวิตของสุนทรภู่เริ่มมีความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ด้วยนิสัยนักเดินทาง เมื่ออาศัยอยู่ในพระราชวังเดิมนานประมาณ ๔ เดือน ก็เดินทางไปยังเมืองนครชัยศรี (ปัจจุบันคืออ.นครชัยศรี จ.นครปฐม)  เพื่อไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ ก่อนที่จะได้แต่งนิราศพระประธม ซึ่งเป็นนิราศเรื่องที่ ๘ ของท่าน บรรยายถึงการเดินทางไปในครั้งนั้น

แต่ว่าในปีพ.ศ.๒๓๘๘ หลังจากได้พึ่งพระบารมีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ได้ประมาณ ๒-๓ ปี กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพทรงเสด็จสิ้นพระชนม์ ซึ่งนั่นถือเป็นการสูญเสียผู้ที่อุปการะเมตตาสุนทรภู่อีกพระองค์หนึ่ง เพราะท่านได้อุปการะสุนทรภู่ให้มีชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และทำให้สุนทรภู่ได้สานต่อผลงานของตนเองที่คั่งค้างไว้ให้สำเร็จบริบูรณ์ เป็นที่ประจักษ์สายตาแก่อนุชนรุ่นหลังของไทย  ปรากฏว่าเมื่อปลายรัชกาลที่ ๓ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ทรงโปรดให้สุนทรภู่ไปทำธุระส่วนพระองค์ที่เมือง เพชรบุรี ในปีพ.ศ.๒๓๙๒  ภายหลังจากที่เคยไปอยู่พึ่งบารมีของหม่อมบุนนาค (ชายาของกรมพระราชวังหลัง) ทำนาที่เมืองเพชรมาแล้ว  ซึ่งจากการเดินทางไปเมืองเพชรบุรีครั้งนี้  สุนทรภู่ก็ได้แต่งนิราศเรื่องที่ ๙ ของท่าน ซึ่งถือเป็นเรื่องสุดท้ายในชีวิตนั่นคือ นิราศเมืองเพชร

เมื่อวันพุธขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ตรงกับวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๓๙๔  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ทรงมีพระชนมายุได้ ๖๓ พรรษา  และทรงอยู่ในราชสมบัติประมาณ ๒๗ ปี  ทำให้เหล่าเจ้าฟ้าข้าราชบริพารตัดสินใจเลือก สมเด็จเจ้าฟ้าชายมงกุฎสมมุติเทวาวงศ์ พงศาอิศวรกษัตริย์ ขัตติยราชกุมาร ซึ่งทรงผนวชอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลานานถึง ๒๗ ปี (ตลอดรัชกาลที่ ๓) ให้ทรงขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  และทันทีทันใดที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชสมบัติ  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  โดยทรงโปรดให้ประทับ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

เป็นเวลานานถึง ๙ ปีที่สุนทรภู่ไปพึ่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังเดิม  นับตั้งแต่ลาสิกขาบทเมื่อพ.ศ.๒๓๘๕ และตามเสด็จมา อยู่ที่วังหน้า เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้แต่งตั้งสุนทรภู่เป็น เจ้ากรมอาลักษณ์ ฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) มีบรรดาศักดิ์เป็น พระสุนทรโวหาร ในปีพ.ศ.๒๓๙๔  ขณะมีอายุได้ ๖๕ ปี  โดยระหว่างที่รับราชการ

ณ พระราชวังบวรสถานมงคลนั้น พระสุนทรโวหารได้แต่งบทละครเรื่อง อภัยนุราช ถวายแด่พระองค์เจ้าหญิงดวงประภา พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และแต่งบทกลอนถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกหลายเรื่อง  เช่นบทเห่กล่อมทั้งหมด ๔ เรื่อง ซึ่งใช้กล่อมเจ้านายขณะที่ทรงพระเยาว์ให้ทรงหลับ โดยที่บทเห่กล่อมทั้ง ๔ เรื่องนี้ ใช้กล่อมบรรทมเจ้านายทั้งพระบรมมหาราชวังตลอดสมัยรัชกาลที่ ๔  นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งเสภาพระราชพงศาวดาร อีกเรื่องหนึ่งด้วย

พระสุนทรภู่โวหาร เจ้ากรมพระอาลักษณ์ ฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคลได้รับราชการไปได้ ๔ ปี  ก่อนที่ท่านจินตกวีเอกของไทย และของโลกผู้นี้จะถึงแก่อนิจกรรมอย่างเป็นสุข เมื่อปีเถาะ พ.ศ.๒๓๙๘  สิริอายุได้ ๖๙ ปี  ผู้ที่สืบเชื้อสายจากสุนทรภู่นั้นใช้นามสกุลว่า ภู่เรือหงษ์

หลังจากท่านสุนทรภู่ถึงแก่อนิจกรรมได้ ๑๓๑ ปี  ท่านได้รับเกียรติจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม หรือนัยหนึ่งคือเป็นกวีเอกของโลก  เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๒๙ ท่านนับเป็นผู้ที่ได้รับเกียรติเป็น คนที่ ๕  และเป็นสามัญชนคนแรกที่ได้รับเกียรติถึงขั้นเป็นกวีเอกของโลก

 

ที่มา
ชมนาด เสวิกุล, ประวัติสุนทรภู่ ชีวิตและผลงานของสุนทรภู่ | เว็บไซต์ rayongzone | เว็บไซต์haistudy.chula

เรียนอย่างไรให้เก่ง…ที่นี่มีคำตอบ!!

UploadImage

           หลักการที่สำคัญที่สุด คุมตัวของคุณเองให้ได้อย่างที่ต้องการจะเป็นแพ้ชนะอยู่ที่การสู้กับตัวเอง มิใช่สู้กับคนอื่นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะขาดไม่ได้ ความขยันอันไม่มีอะไรจะหยุดได้ทฤษฎีบท ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สำเร็จมิได้ด้วยความเพียร สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นหลักการควบคุมตัวเองทั้งสิ้น ลองด้วยตัวคุณเองแล้วจะรู้ว่า ผมไม่ได้โกหกคุณเลย (ถ้าคุณทำตามที่ผมว่ามาได้นะ ……..ต้องได้ซิถ้าคุณจะทำจริง ๆ  เพราะผมก็ทำมาแล้ว ….)
มองขั้นตอนทั้งหมดสรุปย่อโดยรวม

  1. ควบคุมภาวะการหลับและการตื่นได้ดั่งใจ
  2. ออกกำลังสม่ำเสมอ เพื่อพลังกายที่สมบูรณ์แบบ
  3. อ่านหนังสือทุกวัน วันละ 2 ชม.(หรือตามที่คิดว่าเหมาะสมกับคุณ)
  4. นั่งสมาธิและทบทวนก่อนนอน และ ตื่นนอนทุกวัน

คำอธิบายในแต่ละขั้นตอน และ รายละเอียดปลีกย่อย

1. คุมเวลาตื่นนอนให้ได้ทุกวันก่อนครับ.เช่น ตื่น 6 โมงเช้านอน 4 ทุ่ม ซัก 1 เดือนติดต่อกันให้ได้ก่อนค่อยมาว่าจะอ่านหนังสือครับ. เพราะจะเป็นการจัดระบบมันสมองใด้อย่างดีเยี่ยมและจะรู้สึกว่าสมองมีพลังในการรับรู้ครับ. ถ้าทำข้อนี้ไม่ได้ อย่าคิดว่าจะเรียนให้ดีได้ยากครับ.

2. หลักการอ่านหนังสือใด ๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านทีละนาน ๆ ครับ. เช่นตั้งไว้ว่า วันนึง เราจะ อ่านซัก 1 – 2 ชม.ก็เกินพอครับ. แต่สำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่องครับ. ถ้ายังบังคับตัวเองไม่อยู่ ข้อ 1. ก็เป็นการฝึกบังคับอย่างนึงแล้ว ต้องอ่านทุกวัน ไม่มีวันหยุดครับ.

UploadImage

3. ที่ว่า 1 -2 ชม.นั้นต้องรู้ว่าตัวเองเราสามารถรับได้ครั้งละเท่าไรครับ. อย่างเช่นพี่จะ อ่านวันละ 2 ชม. แต่แบ่ง เป็น 4 ยกครับ. ครั้งละ 25 – 30 นาทีและพัก 5- 10 นาที

4. อ่านจบวันนึง ๆ ต้องมีสรุปแบบเล่มยาว ๆ เลยนะครับ. สรุปสั้น ๆ ว่าวันนี้ได้อะไรบ้าง สูตรอะไร ๆ หรือความเข้าใจอะไร

5. ถึงตอนนอนให้นั่งสมาธิซัก 5 นาทีพอรู้สึกใจเริ่มนิ่ง ให้นึกที่เราสรุปไว้ เมื่อกี๊ครับ. ถ้านึกไม่ออกแสดงว่าสมาธิตอนอ่านหนังสือไม่ดีให้เปิดไฟ ลุกออกไปดูที่สรุปใหม่ แล้วนึกใหม่ครับ.

6. ต้องรู้วิธีเรียนในแต่ละวิชาครับ. เช่น คณิต + ฟิสิกส์ เน้นความเข้าใจเป็นอันดับ 1 เคมี เน้น เข้าใจ + ท่องจำบางอย่าง เช่น ตารางธาตุ ถ้าท่องยังไม่ได้แสดงว่าไม่เข้าใจว่ามันจำเป็นต้องจำอังกฤษ เป็นเรื่องทักษะ ต้องใช้บ่อย ๆ ครับ. เวลาจะทำอะไรก็นึกเป็นภาษาอังกฤษบ้าง เช่นนึกจะทักเพื่อนว่าไปไหน ก็นึกว่า where do you go .? อะไรเป็นต้น แล้วก็ต้องเข้าใจ เป็นภาษาต่างด้าวยังมีคำหรือสำนวนที่เราไม่เข้าใจอีกเยอะ ดังนั้นเรื่องศัพท์ต้องรู้เยอะ ๆ เวลาจะไปดูหนัง Entertain กันทั้งที ก็เลือกดูเรื่องที่เขามีแต่ sub title เป็นภาษาอังกฤษ

UploadImage

7. วิธีเรียนพวกวิชาที่ใช้ความเข้าใจอันดับแรกต้องรีบศึกษาเนื้อหาทั้งหมดให้จบอย่างรวดเร็วครับ. ถามว่าอ่านจากไหน อย่ามองไกลครับ. แบบเรียนนั่นล่ะ อย่าเพิ่งไปมองพวกคู่มือ ถ้าเราอ่านแบบเรียนไม่รู้เรื่อง ก็อย่าไปหวังจะดูตำราอื่นเลยครับ. จากนั้นให้รีบหา แบบฝึกหัด มาทำในแบบเรียนนั่นล่ะให้ได้หมดก่อน จากนั้นค่อย เสาะหาตำราคู่มือที่คิดว่าเราดี อ่านแล้วเข้าใจอีกซักเล่มนึงมา อ่านเนื้อหาให้หมด อีกที แล้วทำแบบฝึกหัดในเล่มนั้นให้จบหมด . สำคัญคือความตั้งใจนะครับ. ต้องเข้าใจว่าเรา มีความรู้ในบทนั้น ๆ จบแล้วทำไมยังทำโจทย์บางข้อไม่ได้ พยายามคิด สุดท้ายไม่ออก ก็ดูเฉลย แล้วต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเราโง่ตรงไหน ทำไมทำไม่ได้
โจทย์ข้อนั้น ๆ เป็นเทคนิคเฉพาะหรือเปล่าต่อไป ก็เสาะหาพวกข้อสอบต่าง ๆ มาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ก็ ทำ ๆ ๆ จนเกิดรู้สึกว่าบรรลุ !!! ในเรื่องนั้น ๆ มันเป็นความรู้สึกคล้าย ๆ สำเร็จเป็นผู้วิเศษอะไรทำนองนั้น หรือฝึกวิทยายุทธสำเร็จแบบนั้นมองโจทย์ปุ๊บ จะเกิดความคิด แปร๊บ ๆ ขึ้นมานึกออกทะลุหมด เมื่อนั้นรู้สึกแบบนี้เมื่อไร ให้รีบสรุปเนื้อหาบทนั้น ๆ ออกมาในกระดาษขนาดประมาณ 2.5 นิ้ว คูณ 4 – 5 นิ้วครับ. ใช้หน้าหลังเขียนให้พอให้ได้ใน 1 บทต่อ 1 แผ่น อาจจะมียกเว้นบางบท เช่น สถิติ อาจใช้ถึง 6 แผ่น หรือตรีโกณ 3 แผ่น ส่วนใหญ่ไม่เกินหรอกครับ. จากนั้นปาตำราบทนั้น ๆ ทิ้งไปเลยครับ

8. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำอะไรก็ตามที่คือ ต้องมีความรู้ติดสมอง สามารถหยิบมาใช้การได้ทันทีครับ. ถ้าคิดจะเรียนเพื่อสอบนั่นก็แสดงว่า กำลังคิดผิดอย่างใหญ่หลวงครับ. เด็กสมัยใหมนี้ชอบคิดว่าเรียน ๆ ไปเพื่อสอบ สอบเสร็จก็เลิกนั่นเป็นเพราะผลพวงของระบบ แข่งในการศึกษาของไทยเราครับ. เด็กต้องสอบ Entrance เข้าต่อ ทำให้ไม่เกิดความรู้สึกในการใฝ่รู้ต้องเข้าใจว่าเราเรียนหนังสือนี่ ต้องถือว่าไม่มีใครมาบังคับเราเราเรียนเพื่อตัวเราเอง เพื่อพัมนาสมองเราเอง พัฒนา มุมมองความคิดต่าง ๆ เพื่อให้เราเป็นยอดคนเอง สามารถที่จะพึ่งตัวเองได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะยังอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองหรือหลุดจากอ้อมแขนบิดามารดาเมื่อไร ต้องสามารถที่จะกล้าคิดและทำ พึ่งตัวเองยังชีพตัวองในสังคมนี้ได้ครับ. ดังนั้น จากข้อ 7. เราต้องบันทึกความรู้ที่เรารู้แล้ว ให้เป็นความรู้ยาวนานติดสมองโดยทำดังต่อไปนี้ครับ. – ให้นึก ! โน๊ตย่อที่เราสรุปเอง อาทิตย์ละหน ติดต่อกันซัก 1 เดือนหรือ 4 อาทิตย์นึกนะครับ . ไม่ใช่เปิดดูถ้านึกไม่ออก แสดงว่าไม่ได้สรุปเองแล้วล่ะเปิดหนังสือ แล้วสรุปตามแหง ๆ จากนั้นให้ทิ้งห่างเป็น นึก 1 เดือนต่อครั้ง จนเริ่มรู้สึกเบื่อ เพราะนึกทะลุปรุโปร่งหมดแล้วให้เลิกครับ. ใกล้สอบค่อยว่ากันอีกทีกระบวนการที่ว่านึกตั้งแต่ 1 อาทิตยืจนเลิกนึกนี่คาดว่าไม่ตำกว่า 3 เดือนนะครับ. ใครน้อยกว่านี้ แสดงว่าโกหกตัวเองชัวร์

UploadImage

9. กระบวนการสุดท้าย เป็นการเพิ่มพลังความมั่นใจในตัวเองซึ่งต้องกระทำติดต่อกันบ่อยๆ เรื่อย คือกระบวนการสอบแข่งขันครับ. ตรงนี้สำคัญมาก ถ้าเป็นไปได้สอบแข่งซะแต่ ม.1 จนจบ ม.6 เลย จะทำให้เรารู้อันดับตัวเอง

เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ครับ. เช่นเราอาจจะเรียนได้เกรดดี แต่พอสอบแข่ง จริง ๆล่ะ สู้เขาได้ใหมทักษะในการทำข้อสอบ มีใหม เข้าห้องก็เดินหน้าลุยทำแต่ข้อแรกยันข้อสุดท้ายเลยหรือเปล่า ก็พวก สมาคม โอลิมปิก หรืออะไรก็ตามที ทั้งสอบแข่งในโรงเรียน เช่น โรงเรียนจัดเอง หรือสัปดาห์ต่าง เช่น สัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ โคงงงานวิทยาศาตร์ ตอบปัญหาภาษาไทย อังกฤษ ฯลฯ สุดท้ายทั้งหมดที่ว่ามา ถ้าน้องคนไหนทำได้นะครับ. ซัก 1-2 ปี รู้ผลแน่พี่รับรองได้ 100 % เลยว่าอย่างน้อยต้องอยู่ในอันดับ 1 – 3 ของชั้นแน่นอน อันดับระดับประเทศ ก็ไม่เกิน 50 อย่างมาก อ้อ ลืมบอกไปครับ. สิ่งสำคัญคือการอ่านล่วงหน้าครับ.

ช่วงปิดเทอม ก็อ่านของเทอมหน้านู้นหรือ อยู่ ม.4 จะอ่านของ ม.6
ก็ได้นะไม่ผิด

ที่มา : dek-d

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน 1 เมษายน 2556

04-01-56-1

วันที่ 1 เม.ย. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชวาทเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน 1 เมษายน พุทธศักราช 2556 ความว่า งานของแผ่นดินเป็นงานส่วนรวม มีผลกว้างขวาง เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองและบุคคลทุกคนทุกฝ่าย เมื่อเป็นงานส่วนรวม และมีผลเกี่ยวข้องกับคนหมู่มากปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ อันเนื่องมาจากความคิดเห็นไม่ตรงกันก็ย่อมเกิดมีขึ้นบ้าง เป็นปกติธรรมดา ข้าราชการผู้ปฏิบัติบริหารงานของแผ่นดิน ตลอดจนทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงต้องมีใจที่หนักแน่น และเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง แม้กระทั่งคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีสติ ใช้ปัญญาและเหตุผลเป็นเครื่องปฏิบัติวินิจฉัย โดยถือว่า ความคิดเห็นและคำวิพากษ์วิจารณ์นั้น คือการระดมสติปัญญา และประสบการณ์อันหลากหลายจากทุกคนทุกฝ่าย เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติบริหารงานและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้งานทุกส่วนทุกด้านของแผ่นดินสำเร็จผล เป็นความเจริญมั่นคงแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

Cr. http://www.kroobannok.com/57614

มององค์กร…ผ่านมือ

มององค์กร…ผ่านมือ

images1

เรียบเรียงโดย : ครูปิยะดนัย  วิเคียน

นิ้วหัวแม่มือ : เป็นนิ้วที่สั้น แต่ใหญ่และแข็งแรงกว่านิ้วอื่น ๆ ถ้าจะกดให้แรงหรือจะกำให้มั่นละก็ เขาละ-ใช่เลย ที่สำคัญเขาน้อมไปแตะนิ้วอื่น ๆ ได้ทุกนี้ว และได้อย่างถนัดถนี่เสียด้วย และเขาไม่เคยปล่อยให้นิ้วอื่น ๆ ทำงานตามลำพังเลย เขาจะคอยประสานช่วยเหลือเสมอ ไม่ว่าจะหยิบ จะจับ จะกำ เมื่อขาดเขาแล้วเจ้า(นิ้วอื่น)จะรู้สึก สมแล้วที่เขาเป็นทั้งหัวและแม่ของมือ (หัวแม่มือ) ถ้าเราจะเทียบกับคนในองค์กร น่าจะได้แก่ ผู้นำสูงสุดขององค์กร ผู้ควบคุมนโยบายและแผน และหากคนผู้นั้นสามารถเข้ากับคนทุกคนในองค์กรได้ คอยอำนวย คอยประสานให้การช่วยเหลือ คอยดูแลเอาใจใส่ เชื่อได้ว่าองคฺกรนั้น โรจน์

นิ้วชี้ : เอาไว้ชี้ ไว้จี้ ไว้จิ้ม เหมาะมากสำหรับเขา หากเทียบกับคนในองค์กรก็เห็นจะเป็น หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าแผนก หัวหน้างาน ทำนองนี้แหละ คนเหล่านี้ต้องชี้ แนะ และนำเพื่อร่วมงานได้ คือบอกคนอื่นทำได้และตัวเองก็ต้องทำได้ด้วย

นิ้วกลาง : เป็นนิ้วที่ยาวหรือสูงที่สุดในบรรดานี้วทั้งหลาย ล้วงในสิ่งที่ลึกได้ดีนัก ในองค์กรรึ ก็คงเป็นผู้มีอาวุโส ผู้มีประสบการณ์ (ถึงจะไม่ใช่หัวหน้าก็เถอะ) เขาอาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมรู้ดี(กว่าเรา) เราต้องให้ความเคารพนับถือ เขาคือ “สติ” ขององค์กรนั่นเทียว

นิ้วนาง : สังเกตไหม หากเราจะใช้ฝ่ามือลูบไล้อะไรสักอย่าง นิ้วที่สัมผัสได้เนียนที่สุดนะ นิ้วนาง ละเอียดละเมียดละไม ความปลอดภัยรึ ก็นิ้วนางนี่แหละไม่ค่อยได้เจ็บได้ไข้กับเขาหร็อก ความละเอียดรอบครอบ การดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามในองค์กร อย่าลืมผู้หญิงเสียล่ะ เขาทำได้ดี

นิ้วก้อย : ล้วง แคะ แกะ เกา เขาละยอด หากกำหมัดเพื่อต่อสู้-เขาจะอยู่ด้านล่าง(เป็นฐาน) แต่หากจะไหว้วานใครละก็-เขาออกหน้าเสมอ (ลองประมือไหว้ดูซิ) ในองค์กรของเรา ก็เหล่าคนหนุ่มสาวทั้งหลายนั่นแหละ ต้องล้วงแคะแกะเกาเอาความรู้และประสบการณ์ในการทำงานให้มาก ๆ ต้องเป็นฐานหลักและอาสางานเสมอ เลือดใหม่ขององค์กรทีเดียวเชียว

และหาก นิ้วมือทั้ง 5 รู้รักสามัคคี กำกันเข้ามาเป็นหมัดเมื่อไหร่ละก้อ ลุย…

040

ข้อมูลจาก FWDMAIL
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

ทายนิสัย ..จากนิ้วก้อย

images

เรียบเรียงโดย : ครูปิยะดนัย  วิเคียน

วิธีการดู

หันฝ่ามือเข้าหาตัวเอง โดยผู้หญิงให้ดูมือซ้าย ส่วนผู้ชายให้ดูมือขวา แล้วขีดเส้นแบ่งข้อต่อแต่ละข้อบนนิ้วก้อย จะได้ทั้งหมด 3 ข้อ  ส่วนที่ยาวที่สุด คือส่วนที่บอกถึงจุดเด่นในตัวคุณ

ข้อบนสุดยาวที่สุด

คุณเป็นคนมีพรสวรรค์ในการพูดจาดึงดูดคน เป็นคนพูดจาฉะฉานชัดเจนทั้งในน้ำเสียงและกิริยาท่าทาง เป็นคนช่างสังเกตและรอบคอบ

ข้อกลางยาวที่สุด

เป็นคนที่ให้ความใส่ใจต่อผู้อื่นและมีความอดทนเป็นเลิศ ลักษณะความยาวของข้อกลางนี้ ส่วนมากพบในบุคคลที่ อยู่ในวงการแพทย์เป็นส่วนใหญ่

ข้อล่างยาวที่สุด

คุณเป็นคนรักอิสระอย่างมากไม่ชอบถูกควบคุมโดยใคร เป็นคนพูดจาเปิดเผย ตรงไปตรงมา ฝีปากกล้าคมคาย ยึดมั่นในความีเหตุมีผลและจะเก่งในเรื่องการโต้เถียง หรือการโต้แย้งใดๆ

ส่วนที่สั้นที่สุด คือ ส่วนที่บอกจุดด้อยในตัวคุณ

ข้อบนสั้นที่สุด

คุณเป็นคนไม่กล้าแสดงออกอย่างมาก เป็นคนขี้อายจนถึงขนาดตัวคุณเองที่ยากจะเข้าใจในตัวเอง นอกจากนี้คุณยังเป็นคนที่ไม่มีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นอีกด้วย

ข้อกลางสั้นที่สุด

คุณเป็นคนซื่อสัตย์ ยุติธรรมแน่วแน่มั่นคง อาจจะเรียกได้ว่าถึงขั้นไม่มีความประนีประนอม จนดูเหมือนความที่เป็นคนตรง กลายเป็นข้อด้อยของคุณไปเลย

ข้อล่างสั้นที่สุด

คุณเป็นคนซื่อ ๆ ง่าย ๆ ไม่มีเล่ห์เหลื่ยมมารยา เชื่อคนง่ายจนกระทั่งอาจจะถูกหลอกหรือถูกโกงได้ง่าย ด้วยความไร้เดียงสาของคุณ

ข้อมูลจาก FWDMAIL
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต